คอลัมนิสต์

12วันแห่งความทรมาน

12วันแห่งความทรมาน

01 ก.ค. 2558

12วันแห่งความทรมาน : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

              การที่รัฐเข้าจับกุมนักศึกษากลุ่ม “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” จำนวน 14 ราย จากการจัดกิจกรรมต่อต้านรัฐประหาร และไม่ยอมไปรายงานตัว จนสุดท้ายก็ออกหมายจับโดยศาลทหาร สร้างแรงกระเพื่อมให้รัฐบาลได้ไม่น้อย จากเดิมที่เป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาที่อาจจะไม่มีพลังทางการเมืองมากนัก กลับกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์และเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันทุกหัวระแหง

               อย่างไรก็ตาม หากไปดูที่มาที่ไปของนักศึกษากลุ่มนี้ โดยเฉพาะกลุ่ม “ดาวดิน” ที่เป็นหนึ่งในขบวนการฯจะเห็นว่าพวกเขามีประวัติศาสตร์ของตัวเอง มีความเป็นมา มิใช่จู่ๆ ก็ผุดขึ้นมาเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับ คสช. อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ดังที่หลายๆ คนพยายามบอกว่าสมัยรัฐบาลปกติไม่ออกมากันบ้าง

               จริงๆ แล้วพวกเขาเหล่านี้เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน ร่วมกับชาวบ้านที่ จ.เลย เพื่อต่อต้านเหมืองทองคำที่ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบ มีผู้คนต้องเจ็บป่วยและกินอาหารปนเปื้อนสารเคมี จนชาวบ้านรวมกลุ่มเพื่อต่อต้านและไปร้องต่อศาลปกครอง โดยมีนักศึกษากลุ่มนี้ร่วมด้วย จนกระทั่งถูกทำร้ายร่างกายมีผู้บาดเจ็บสาหัสหลายราย

               ต่อมาในเดือนกันยายน ปี 2556 มีการทำประชาพิจารณ์การออกประทานบัตรเหมืองทอง โดยปิดกั้นไม่ให้ชาวบ้านผู้เห็นต่างเข้าร่วมเวทีประชาพิจารณ์ ซึ่งชาวบ้านก็ต้องการที่จะเข้าร่วม จนมีเจ้าหน้าที่มารักษาความปลอดภัย และหวุดหวิดที่จะปะทะกับชาวบ้าน และครั้งนั้นเองก็นำมาซึ่งภาพที่หลายคนจดจำได้คือ “นักศึกษาดาวดิน” คุกเข่าต่อหน้าเจ้าหน้าที่ท่ามกลางสายฝนเพื่อไม่ให้เข้ามาปะทะกับชาวบ้าน

               ครั้งนั้นวีรกรรมของพวกเขาได้รับการเชิดชู...!!!

               แต่ต่อมาเมื่อเกิดการรัฐประหาร คสช. เข้ามาบริหารประเทศ ได้ให้ทหารเข้ามาดูแลกรณีเหมืองทอง และแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขึ้นมา 4 ชุด แต่ ชาวบ้านไม่เห็นด้วย และขอให้มีการแก้ปัญหาตามข้อเสนอของประชาชนซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบ ดังนั้น จึงควรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

               หากสุดท้ายพวกเขากลับถูกเรียกรายงานตัวเพื่อปรับทัศนคติ และเสียงของคนตัวเล็กที่แผ่วเบาอยู่แล้วกลับถูกทำให้เงียบงัน นั่นเป็นที่มาและจุดนับหนึ่งของการคัดค้านการรัฐประหารที่ปิดกั้นโอกาสและสิทธิเสรีภาพของประชาชน จนเคลื่อนไหวมาเรื่อยๆ ถึงทุกวันนี้

               สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ ท่าทีการเคลื่อนไหวของพวกเขานอกจากช่วงที่หนักหน่วงอย่างการทำกิจกรรมต่อต้านแล้ว บางครั้งยังมีลักษณะ “ยั่วล้อ” ซึ่งน่าจะทำให้ผู้มีอำนาจไม่พอใจได้ง่ายๆ เมื่อถูกท้าทายอำนาจด้วยลักษณะเช่นนี้

               วันนี้เมื่อมาถึงสถานการณ์ที่รัฐได้เลือกที่จะจับกุมเขาเหล่านี้ ทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ประการแรกคือ คนหลายคนหันมาให้ความสนใจในกรณีนี้และตั้งคำถามกับรัฐบาลว่า ใช้อำนาจเกินไปหรือไม่ ไม่ใช่ในฐานะนักศึกษา หากแต่ในฐานะประชาชนที่แสดงความเห็น

               ท่าทีจากหลายองค์กรออกมามากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่ในประเทศที่มีแคมเปญติดโพสต์อิท เรียกร้องให้ปล่อยตัวทั้ง 14 คน การสลับกันเข้าเยี่ยมผู้ที่ต้องติดคุก การเรียกร้องของเครือข่ายนักศึกษาเช่น องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือล่าสุดมีการเข้าชื่อของ 281 คณาจารย์ เพื่อขอให้ปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข โดยมองว่าการกระทำของนักศึกษาเป็นการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง

               ไม่เว้นแม้แต่พรรคการเมืองสองพรรคใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ ที่แตกต่างทางขั้วความคิด แม้จะออกมาขยับในนามพรรคไม่ได้ แต่อดีต ส.ส.ของพรรคก็ออกมาเรียกร้องในท่วงทำนองที่ไม่ต่างกัน

               ซ้ำด้วย การขยับจากองค์กรต่างชาติ เช่น สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ  สมาชิกรัฐสภาอาเซียน สหภาพยุโรป ฮิวแมนไรท์วอทช์ ก็เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักศึกษาอย่างไม่มีเงื่อนไขเช่นกัน

               เมื่อในและนอกประเทศขยับไปในทางเดียวกัน แถมกระแสทำท่าจะพุ่งขึ้นเรื่อยๆ คำถามคือรัฐบาลจะทำอย่างไร วันนี้ส่วนของนักศึกษาที่ถูกจับเข้าคุกคงอยู่ได้ตามอัตภาพ คงจะทรมานบ้างเพราะคุกไม่ใช่บ้าน แต่การเตรียมใจถึงขนาดว่าจะไม่ยอมรับการประกันตัว ก็คงทำให้รับได้ในระดับหนึ่ง

               รัฐบาลต่างหากที่ต้องเป็นผู้รับแรงกดดันที่หนักหน่วงขึ้นทุกวัน จนเริ่มมีข้อเสนอให้ปล่อยก่อนครบกำหนดฝากขังเสียด้วยซ้ำ กว่าจะครบฝากขังผัดแรก 12 วัน ไม่รู้ว่าใครจะทรมานกว่ากัน รัฐบาล หรือนักศึกษา