
เบื้องหลังเลือกครม.สัญจรที่เชียงใหม่
เบื้องหลังเลือกครม.สัญจร ที่เชียงใหม่ : ขยายปมร้อนโด จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง (@jeerapong_nna) สำนักข่าวเนชั่น
จับตา!! 29-30 มิถุนายนนี้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เดินทางไปพื้นที่ “จ.เชียงใหม่” และ จ.พิษณุโลก ในภารกิจนำคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ตรวจราชการ พบปะประชาชน และประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการครั้งที่ 2/2558 หรือ “ครม.สัญจร”
ถ้าจำกันได้ก่อนหน้านี้บิ๊กตู่เคยพา ครม.เปลี่ยนบรรยากาศหนีเมืองกรุงไปสัญจรครั้งแรกที่ "อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์”
ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดจากการสัญจรไปหัวหิน กับ จ.เชียงใหม่ นั้นคือเรื่องสถานที่ที่เปลี่ยนจากสถานที่ของทหาร คือ "สวนสนประดิพัทธ์ 2" ของกองทัพบก มาเป็น "ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา" ของสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) แม้จะเป็นหน่วยงานองค์การมหาชนที่อยู่ใต้กำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ก็ยังให้ความรู้สึกที่รีแล็กซ์ผ่อนคลายกว่าการประชุมในสถานที่ที่เป็นหน่วยงานของทหาร
สถานที่ดูไม่อึดอัด แต่ทว่ากลับกัน “ความเข้มข้น” ของ “พิกัด” ที่เลือกเดินทางไป กลับเป็นเป้าหมายตรงที่รัฐบาลลุงตู่ต้องการใช้เป็นโอกาสในการสื่อสารความเข้าใจตรงๆ ถึงการทำงานและ “โรดแม็พ” ของรัฐบาลและคสช. ให้ผู้ที่ต่อต้านที่ปฏิเสธที่จะรับข่าวสารงานของรัฐบาลนี้ ได้รับรู้รับทราบแล้วนำไปบอกต่อๆ กันในหมู่คนที่ต่อต้านคัดค้าน
อีกประการสำคัญคือรัฐบาลต้องการพิสูจน์ทราบในหลายเรื่องในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งทางการเมือง เพราะแน่นอนว่าในเชิงสัญลักษณ์ปฏิเสธไม่ได้ว่า “เชียงใหม่” เป็นบ้านเกิดของตระกูล “ชินวัตร” ที่เป็นทั้งฐานที่มั่นใหญ่ของ “พรรคเพื่อไทย” มีกลุ่มคนเสื้อแดง และกลุ่มต่อต้านการรัฐประหารก็มีจำนวนไม่น้อย
แต่นั่นแหละ คือ เป้าประสงค์ในการเลือกพื้นที่แห่งนี้ ที่ต้องการ “เอกซเรย์” สองอย่างคือ หนึ่ง เอกซเรย์ “ความเข้มของสี” ในพื้นที่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องการ “ตรวจการบ้าน” ผลงานในรอบ 1 ปีนิดๆ ของ คสช.ในงานสร้างความปรองดองสมานฉันท์ว่าได้ผลจริงหรือไม่ สลายสีสลายขั้วได้ขนาดไหน และสองคือเอกซเรย์ “ศักยภาพและประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายปกครองในพื้นที่” ภาคเหนือว่ามีความสามารถในการ “ดูแล” ไม่ให้กลุ่มที่จะมาต่อต้านคัดค้านออกมาแสดงกิจกรรมต่อต้านขัดขวางระหว่างการลงพื้นที่ว่าทำได้หรือไม่ เพราะต้องไม่ลืมว่าอีก 2 เดือนจะเข้าสู่ช่วงของการโยกย้ายประจำปีของข้าราชการแล้วด้วย ถ้าเกิดพลาดหรือทำดีก็มีผลทั้งสิ้น
การเอกซเรย์ 2 อย่างนี้ นอกจากจะได้ตรวจการบ้าน 2 ข้อใหญ่ ยังเป็นการ “ตอบโจทย์” ซึ่งเป็นสิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์คิดอยู่ในใจ นั่นคือการตอบโจทย์ประเด็นที่มีปัญหาของการเมืองที่มีความขัดแย้งแบ่งขั้วในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ที่ขัดแย้งกันซะจนทำให้มีนายกรัฐมนตรีของภาคนั้นจังหวัดนี้ นายกรัฐมนตรีพรรคนั้นพรรคนี้ ห้ามไปภาคนั้นภาคนี้ หรือถ้าลองไปก็จะเจอมวลชนออกมาขับไล่ต่อต้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ต้องการแก้โจทย์นี้ให้ได้คำตอบว่า "นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางไปไหนก็ได้ทั่วประเทศ”
ดูจากกำหนดการของนายกฯ ในการไป ครม.สัญจรครั้งนี้ น่าจับตาอยู่ที่ช่วงเย็นวันนี้ (จันทร์ 29 มิ.ย.) ที่นายกฯจะไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพฯ จากนั้นจะมาเดินตลาดหน้าศาลากลางเชียงใหม่ น่าจะเป็นช่วงเวลาไฮไลท์ที่จะเห็นภาพการต้อนรับ “นายกฯ จาก คสช.” จากชาวเชียงใหม่ว่าจะเป็นเช่นไร
แต่ต้องไม่ลืมว่า นี่เป็น “ภาวะไม่ปกติ” ที่มีคำสั่ง คสช.คุมอยู่ หากเป็น “ภาวะปกติ” คำตอบของโจทย์นี้ก็อาจแตกต่างออกไป



