คอลัมนิสต์

มาตรฐานการบินของไทย

มาตรฐานการบินของไทย

29 มิ.ย. 2558

มาตรฐานการบินของไทย : บทบรรณาธิการประจำวันที่29มิ.ย.2558

              สังคมแสดงความกังขากับมาตรการรักษาความปลอดภัยบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หลังปรากฏข่าว พล.ต.อ.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นควบคุมตัวภายในสนามบินนาริตะ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ระหว่างจะเดินทางกลับประเทศไทย ด้วยข้อหามีอาวุธปืนและกระสุนไว้ในครอบครอง ท่ามกลางความอับอายระคนความสงสัยว่าปืนเล็ดลอดจากการตรวจตราของสนามบินสุวรรณภูมิไปได้อย่างไร โดยอาจมีสาเหตุจากระบบตรวจสอบความปลอดภัยไร้ประสิทธิภาพ ทั้งบุคลากรและอุปกรณ์ตรวจจับอาวุธ หรือ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ใช้ความเป็นอภิสิทธิชนหรือเส้นสายในฐานะอดีตนายตำรวจใหญ่กระทำการหรือสั่งการให้ช่วยเหลือเพื่อนำอาวุธขึ้นเครื่องโดยไม่ต้องผ่านระบบตรวจสอบ
    
              ย้อนหลังกลับไป 4 วันก่อนถูกจับกุม พล.ต.ท.คำรณวิทย์ได้เดินทางมาที่สนามบินแห่งชาติของไทยโดยนำกระเป๋าติดตัวมาทั้งหมด 3 ใบ ซึ่งนำติดตัวขึ้นเครื่อง 2 ใบ และโหลดใต้ท้องเครื่อง 1 ใบ ซึ่งนายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยืนยันด้วยการเปิดกล้องวงจรปิดว่าได้ตรวจสอบผู้โดยสารขาออกตามขั้นตอนทั่วๆ ไปอย่างละเอียด ทั้งการตรวจสัมภาระรวมถึงร่างกายและก็ได้รับความร่วมมือจากเจ้าตัวเป็นอย่างดี ขณะที่การตรวจสอบสัมภาระด้วยเครื่องซีทีเอ็กซ์ก็ผ่านมาตรฐานของระบบทีเอสเอจากประเทศสหรัฐอเมริกาและโอเอสทีจากประเทศออสเตรเลีย เหมือนกับประเทศทั่วโลก ก็ไม่พบข้อบกพร่องใดๆ พร้อมตั้งข้อสังเกตอาจจะเป็นไปได้ว่า อาวุธปืนดังกล่าวที่ไม่ถูกตรวจพบนั้นอาจไม่ได้นำออกจากประเทศไทย
     
              แต่กระนั้นคำชี้แจงของทางการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิดูจะขัดแย้งกับแนวทางการให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.อ.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างสิ้นเชิง โดยบอกว่า "พล.ต.ท.คำรณวิทย์รับว่าปืนเป็นของท่านจริง ลืมไว้ในกระเป๋าใส่ยา ตอนเดินทางไปญี่ปุ่นได้โหลดใส่ไว้ใต้เครื่อง แต่พอขากลับนำมาใส่กระเป๋าสะพายจนเป็นที่มาของการถูกจับกุม" สอดรับกับบุตรชายของอดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาลบอกตรงกันถึงเส้นทางปืนกระบอกนี้ นั่นเท่ากับเป็นการยอมรับว่าอาวุธปืนกระบอกจิ๋ว .22 รีวอลเวอร์ นอร์ทอเมริกัน ซึ่งมีขนาดเท่ากับกุญแจรถเบนซ์ มีการเล็ดลอดระบบรักษาความปลอดภัยของไทยไปก่อนหลุดขึ้นเครื่องบินกระทั่งไปถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจของญี่ปุ่นตรวจพบและจับกุมได้ที่สนามบินนาริตะ
    
              ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสังคมกำลังรอคำตอบจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งขึ้นมาเพื่อค้นหาความจริง โดยเฉพาะการตั้งข้อสังเกตถึงความเคลือบแคลงที่มีต่อการชี้แจงของทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่โชว์รูปภาพการทำงานของเครื่องซีทีเอ็กซ์ 9400 ในการสแกนกระเป๋าที่โหลดใต้ท้องเครื่องบินซึ่งกลับหายไปอย่างมีพิรุธ โดยอ้างเทคนิคของการบันทึกภาพจะถูกลบทิ้งภายใน 3 วัน อย่างไรก็ดีไม่ว่าผลคดีของพล.ต.ท.คำรณวิทย์จะออกมาเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมของญี่ปุ่น แต่สำหรับไทยแล้วถือเป็นเรื่องใหญ่ร้ายแรงและอาจกลายเป็นสาเหตุทำให้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศใช้เป็นหนึ่งในเหตุประกาศลดมาตรฐานการบินของไทย ซึ่งจะสร้างความหายนะต่อธุรกิจการบินชาติอย่างรุนแรงได้ เราต้องทำความจริงให้กระจ่างอย่าปล่อยให้สิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นจากความห่วยแตกของคนบางคนมาทำลายความน่าเชื่อถือของระบบการบินของไทยให้ต้องสูญเสียไปในสายตาของประชาคมโลก