
เปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีขึ้น
เปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีขึ้น : บทบรรณาธิการประจำวันที่25มิ.ย.2558
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศ หลักฐานประวัติศาสตร์ในเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นหมุดทองเหลืองฝังอยู่กับพื้นถนน บนลานพระบรมรูปทรงม้า ด้านสนามเสือป่า มีข้อความว่า “ณ ที่นี้ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎร ได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ เพื่อความเจริญของชาติ" เป็นหลักฐานถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์เมื่อ 83 ปีก่อน ซึ่งประเทศผ่านเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองมาตลอดเช่นกัน มีรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น 19 ฉบับ ล่าสุดคือรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 และกำลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีคำถามว่าประเทศยังคงล้มลุกคลุกคลานกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยเช่นนั้นหรือ และเมื่อใดที่จะเป็นประชาธิปไตยแบบยั่งยืนอย่างที่ต้องการ
สภาพการณ์ปัจจุบันของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและมีอำนาจพิเศษในการบริหาร ได้เร่งแก้ไขปัญหาหลายประการที่สะสมกันมาอย่างยาวนาน ทั้งทางสังคม อาทิ การจัดระเบียบวินรถตู้โดยสาร วินจักรยานยนต์รับจ้าง การตั้งร้านขายของบนทางเท้าสาธารณะหรือกระทั่งการตั้งร้านยึดที่สาธารณะบนชายหาด ตลอดจนเรื่องอาวุธสงครามของกลุ่มอิทธิพลต่างๆ รวมทั้งปัญหาสำคัญในเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น การบุกรุกป่าไม้ การลดความเหลื่อมล้ำ อีกทั้งความปรองดองของคนในชาติ แม้ว่าในหลายเรื่องยังไม่บรรลุเป้าหมาย แต่ได้เริ่มขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศเพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นกว่าในอดีต สร้างกติกาให้เกิดความโปร่งใสมีคุณธรรมและตรวจสอบได้ โดยมีเป้าหมายใหญ่เพื่อประโยชน์ของชาติไม่ใช่แค่กลุ่มบุคคล
รัฐบาลโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงวันที่ 24 มิถุนายน ครบรอบ 83 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยว่าตอนนี้รัฐบาลดำเนินการทำรัฐธรรมนูญ ซึ่งสถานการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นจากความขัดแย้ง พร้อมยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ รวมทั้งคณะรัฐมนตรีปัจจุบันมีความคิดในเรื่องของประชาธิปไตยอยู่แล้วพยายามทำทุกอย่าง ไม่ได้ใช้เรื่องเผด็จการและรักษาสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้เดินตามโรดแม็พที่ประกาศไว้ จึงถือเป็นคำมั่นที่แกนนำรัฐบาลแสดงถึงจุดมุ่งหมายและการกลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย พร้อมกับการปฏิรูปด้านต่างๆ เป็นกรอบปฏิบัติ โดยใช้อดีตเป็นบทเรียนไม่ให้เกิดซ้ำขึ้นอีก
การร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นกติกาเป็นหัวใจสำคัญประการหนึ่งต่อระบอบการเมืองข้างหน้า จึงอยู่ที่ว่าร่างขึ้นอย่างไรให้เกิดความสมดุล ไม่สุดโต่งหรือตึงเกินไป ขณะเดียวกันก็ต้องแก้ไขสิ่งที่เป็นจุดอ่อนที่นำพาให้เกิดวิกฤติการเมืองอย่างที่ผ่านมาด้วย และต้องเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ในประเทศตลอดจนสากล เพราะหากร่างรัฐธรรมนูญมีการสอดไส้หรือซ่อนกลไว้เพื่ออำนาจ ย่อมสะท้อนถึงหลักการที่บิดเบี้ยวและเจตนารมณ์ที่ไม่โปร่งใส และกระทบต่อภาพลักษณ์รวมทั้งภารกิจที่กระทำมาก็จะกลายเป็นไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงตามที่กล่าวไว้นั้น เป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้นจริงดังที่เป็นความคาดหวังของสังคม ไม่เช่นนั้นสถานการณ์อาจพลิกกลับไปสู่วิกฤติอีกครั้งได้เช่นกัน



