คอลัมนิสต์

ต้องขบปัญหาชาติให้แตก

ต้องขบปัญหาชาติให้แตก

23 มิ.ย. 2558

ต้องขบปัญหาชาติให้แตก : บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2558

             สถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ ทำให้สังคมไทยได้เห็นบางภาพข่าวที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมาก่อน อย่างเช่น เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ ที่เรียกกันว่า พญานาค ถูกชาวนาใน ต.กระเสียว อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ร่วมแรงร่วมใจกันนำมาตั้งริมฝั่งคลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง เพื่อเร่งระดมสูบน้ำเข้าแปลงนาของพวกเขา ด้วยหวังว่าจะช่วยรักษาต้นข้าวที่มีอายุประมาณ 2 เดือนให้รอดพ้นจากการแห้งเหี่ยวเฉาตายไปจนกว่าฝนจะตกลงมาในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า หรืออาจจะนานกว่านั้น ทั้งนี้เป็นผลมาจากสงครามแย่งน้ำกันทำนาที่เริ่มอุบัติขึ้นที่นั่น โดยก่อนหน้านั้น สำนักชลประทานที่ 12 จ.ชัยนาท ได้จัดระเบียบการปล่อยน้ำเพื่อให้ชาวนาที่ลงกล้าไปแล้วสูบน้ำไปใช้ได้บ้าง แต่ในมุมมองของฝ่ายชลประทานยังบอกมาพร้อมกันนั้นว่า ที่จริงแล้วการปล่อยน้ำจากอ่างเก็บน้ำต่างๆ เป็นการบริหารจัดการเพื่อประโยชน์ด้านอื่่นด้วย เมื่อน้ำถูกปล่อยมาในคลองเดียว การสูบน้ำไปใช้ทำนาก็จะทำให้น้่ำที่จะใช้สอยประโยชน์ด้านอื่นน้อยลงไปด้วย

              ที่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ซึ่งเป็นที่ตั้งของตลาดน้ำยามเย็นอันเลื่องชื่อ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวติดอันดับต้นๆ ของประเทศ ระดับน้ำในคลองอัมพวาลดต่่ำลงจนเหลือก้นคลอง แลดูเหมือนร่องน้ำมากกว่าจะเป็นคลองอันเกื้อหนุนวิถีชีวิตโดยปกติได้ ชาวบ้านบอกว่า หน้าแล้งปีนี้เขื่อนขนาดใหญ่ที่ จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บน้ำอเนกประสงค์ ปล่อยน้ำลงมาน้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพราะต้องสำรองไว้เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคในเมืองใหญ่ พร้อมกับรักษาระบบนิเวศในหลายจังหวัด คือ กาญจนบุรี นครปฐม เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นั่นหมายความว่า พื้นที่เกษตรกรรมในจังหวัดเหล่านี้กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติ เช่นเดียวกับการท่องเที่ยว และระบบนิเวศที่กำลังได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่

              อีกเหตุการณ์หนึ่ง อันน่าจะอยู่ในบริบทที่ว่าด้วยปัญหาการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรม คือ เมื่อเร็วๆ นี้ ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาให้ตั้งคณะกรรมการไตรภาคีประกอบด้วย ตัวแทนชาวบ้าน กรมประมง และฝ่ายวิชาการ ขึ้นมาเพื่อหาข้อยุติกรณีความขัดแย้งเรื่องการทำประมงด้วยโพงพาง ระหว่างกรมประมงกับชาวบ้านที่ ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม หลังจากชาวบ้านนำเรื่องที่กรมประมงออกประกาศห้ามจับสัตว์น้ำด้วยโพงพาง เพราะเห็นว่าเป็นการทำลายพันธุ์สัตว์น้ำและระบบนิเวศ ขณะที่ชาวบ้านยืนยันในเรื่องวิถีชีวิตและอาชีพที่ทำสืบเนื่องกันมายาวนานหลายชั่วอายุคน นั่นเป็นการบ้านข้อใหญ่ที่ทั้งสามฝ่ายจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการทรัพยากรของชาติที่นับวันจะยิ่งร่อยหรอลง 

              ขณะเดียวกันมีข่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำลังดำเนินมาตรการทวงคืนผืนป่าที่ถูกบุกรุกไปปลูกยางพาราจำนวน 5 ล้านไร่ทั่วประเทศ ขณะที่องค์กรพัฒนาเอกชนเห็นว่า การบริหารทรัพยากรของชาติด้วยอำนาจหรือกฎหมายจากภาครัฐ คือการแย่งชิงทรัพยากรไปปู้ยี่ปู้ยำมานานหลายทศวรรษ เช่น การประกาศกฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้และอุทยานแห่งชาติ ที่แย่งยื้อเอาสิทธิในการดูแลรักษาป่าจากชาวบ้านไปสู่ระบบราชการที่ล้มเหลว และทำลายล้างสภาพแวดล้อม กรณีที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้คือตัวอย่างที่สามารถยึดโยงเป็นสายใยเดียวกันได้ เพราะล้วนอยู่ภายใต้สภาพปัญหาเดียวกันคือ การจัดการทรัพยากรของชาติที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งน่าจะเป็นโจทย์ใหญ่เพื่อการปฏิรูปชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง ไม่ใช่มัวเสียเวลากับเรื่องอื่นๆ อันด้อยค่า โดยเฉพาะการคิดหาทางเปิดบ่อนเสรีอย่างที่ทำกันอยู่