คอลัมนิสต์

กลไกประสานประโยชน์หมุดหมาย‘ลงหลังเสือ’แบบไม่เจ็บ

กลไกประสานประโยชน์หมุดหมาย‘ลงหลังเสือ’แบบไม่เจ็บ

22 มิ.ย. 2558

กลไกประสานประโยชน์ หมุดหมาย‘ลงหลังเสือ’แบบไม่เจ็บ : ขยายปมร้อนโดย ขนิษฐา เทพจร (@joize_nna) สำนักข่าวเนชั่น

               หากคำของชายชาติทหาร ถือเป็นคำสัตย์จริง วาจาของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ว่า “จะอยู่ทำหน้าที่ตรงนี้ไม่เกิน 2 ปี” ระหว่างให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ ต้องเชื่อได้!

               ดังนั้น ห้วงเวลาไม่เกิน 2 ปีที่ว่า นับจากวันยึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557 “องค์รัฏฐาธิปัตย์” จะอยู่ในตำแหน่งได้อีกเพียง 335 วัน จากนั้นต้องวางมือ และคืนอำนาจให้ประชาชนหรือตัวแทนประชาชน

               ห้วงเวลาที่เหลือจากนี้ คือการรีบเดินหน้างานตามสัญญา ที่จะแก้ปัญหาบ้านเมือง และคืนความสุขให้ประชาชน รวมถึงเป็นช่วงวางกลยุทธ์การก้าวเท้าลงจากหลังเสือ...อย่างไร โดยไม่ถูกกัด!

               หากเปรียบ “เสือ” เป็น “อำนาจ” นั่นหมายถึงการออกจากตำแหน่งนายกฯ และผู้นำ คสช.อย่างไรโดยไม่ถูกไล่เช็กบิล จากผู้ที่ถูกริบอำนาจชั่วคราว ประเด็นนี้ “พล.อ.ประยุทธ์” พูดไว้น่าสนใจว่า ต้องศึกษาบทเรียน

               แต่บทเรียนของผู้นำที่มาจากการรัฐประหาร หรือยึดอำนาจการปกครอง 12 ครั้งที่ผ่านมาของไทย “ผู้นำ” ล้วนมีบทจบไม่สวย อาทิ ต้องลี้ภัยและตายที่ต่างประเทศ...เว้นกรณีของ “พล.ร.อ.สงัด ชะลออยู่" หัวหน้าคณะการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ที่ได้อยู่ในแผ่นดินไทยจวบจนสิ้นอายุขัย แม้จะเพียง 2 ปีเศษหลังการยึดอำนาจเมื่อ 2520 ก็ตาม

               และ “พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน" อดีตหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ยังมีบทบาททางการเมืองในฐานะหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

               แม้บทบาทฐานะ ส.ส.ของ “พล.อ.สนธิ” จะดำเนินแบบไม่สวย และไม่สมกับอดีตผู้นำการยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 แต่ต้องยอมรับว่า วิธีลงหลังเสือนั้น เจ็บตัวน้อยที่สุด เพราะยอมศิโรราบให้แก่ผู้มีอำนาจที่ตนเองยึดอำนาจ

               ถึงนาทีนี้...บทเรียนที่ “พล.อ.ประยุทธ์” จะใช้.. เชื่อว่ามีวิถีที่ต่างกันกับรุ่นพี่

               เห็นได้จากการปรับท่าที และยอมผ่อนผันการไล่บี้กลุ่มอำนาจเดิม สิ่งที่บ่งชี้ให้เห็นภาพ คือ วาจาคีย์แมน “วิษณุ เครืองาม" รองนายกฯ ที่บอกและตอบคำถามระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติวาระแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 8 ที่ปลดล็อก “นักการเมือง” ซึ่งพ้นโทษดองทางการเมือง 5 ปีให้คืนสู่สนามการเมืองได้ ว่า

               “รัฐบาลไม่เปลี่ยนจุดยืน และไม่ทำขัดหลักการรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ที่ห้ามผู้ทำการเลือกตั้งไม่สุจริตเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่จำเป็นต้องแยกแยะให้ออกว่า ใครเป็นผู้กระทำผิดกับผู้ติดร่างแห เมื่อผู้ถูกเพิกถอนสิทธิได้รับโทษครบแล้ว ไม่สมควรมีตราบาปติดตัวไปตลอดชีวิต ซึ่งการแก้ไขเป็นการส่งสัญญาณว่า รัฐบาลไม่ได้อาฆาตฝ่ายใด มุ่งปรองดอง การห้ามไว้นั้น ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่สู้ดีนัก”

               ถือเป็นการปรับกติกาใหญ่ เพื่อให้กลุ่มผู้มีอำนาจเดิม มีพื้นจัดสรรประโยชน์ทางการเมือง

               ขณะที่ภาพแห่งอนาคต ภายใต้การตกแต่ง “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ท่าทีของ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ยอมผ่อนอัตตา และหันหน้าสู่เป้าหมายของ คสช. ที่มุ่ง“ความสงบหลังการเลือกตั้ง” จึงถือเป็นการส่งสัญญาณประนีประนอมกับฝ่ายอำนาจเดิมมากขึ้น

               จากคำกล่าวในเวทีปาฐกถาประยูร กาญจนดุล ครั้งที่ 7 ของคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวข้อ รู้ลึก รู้ชัด กับอนาคตรัฐธรรมนูญ “บวรศักดิ์” ย้ำถึง 2 รอบ ถึงกระบวนการปรับร่างรัฐธรรมนูญ แม้จะคงจุดยืนแห่ง 4 เจตนารมณ์ ที่ว่า สร้างพลเมืองเป็นใหญ่-การเมืองใสสะอาดและสมดุล-หนุนสังคมที่เป็นธรรม-นำชาติสู่สันติสุข แต่ต้องลดความเข้มข้นระดับ 100 เปอร์เซ็นต์ ไปในทางที่กลุ่มต่างๆ ในสังคมไทยยอมรับได้

               เหตุผลสำคัญที่ “ผู้เขียนรัฐธรรมนูญใหม่” ต้องใคร่ครวญ และไตร่ตรองในรอบสองของการปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ คือ การสร้างกลไกประสานประโยชน์และทำให้เกิดความประนีประนอม เพราะภาพอนาคตรัฐธรรมนูญมักประกบติดกับภาพแห่งอดีต ที่ “บวรศักดิ์” ยกตัวอย่างว่า ตั้งแต่ปี 2540 ถึงปัจจุบัน มีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 2 ฉบับ และมีการรัฐประหารมาแล้ว 2 ครั้ง มีความขัดแย้งอย่างมาก แต่เมื่อเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งประจักษ์ชัดว่า พรรคใหญ่เบอร์หนึ่ง ที่มี “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” เป็นผู้นำก็ยังได้เป็นรัฐบาลและครองเสียง ส.ส.ข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร

               ดังนั้นต่อให้เขียนกฎเพื่อจำกัดอย่างไร สุดท้ายการดิ้นรนเพื่อเอาอำนาจคืนยิ่งแรงเป็นทวีคูณ สู้ยอมผ่อนปรน ให้เครือข่ายผู้เคยมีอำนาจ ได้กระดิกตัวบ้าง จึงเป็นผลดีกว่าเมื่อคิดแลกกับประโยชน์ที่ได้รับคืน เสมือนเป็นแรงส่งให้ “คสช.” ลงหลังเสือได้อย่างสง่างาม