
ปีหน้าต้องไม่เกิดซ้ำ
ปีหน้าต้องไม่เกิดซ้ำ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 19 มิถุนายน 2558
มีความเห็นอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนจากชาวนาหลายราย หลายพื้นที่ ที่สื่อมวลชนลงไปสัมภาษณ์สอบถามข้อเท็จจริง ความเป็นอยู่ ตลอดจนสารทุกข์สุกดิบ หลังจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ประกาศขอให้ชะลอการทำนาปีออกไปก่อนจนถึงปลายเดือนกรกฎาคม 2558 เนื่องมาจากภาวะความแห้งแล้งที่กำลังแผ่ปกคลุมเป็นภัยคุกคามภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะพื้นที่นาข้าวในเขตชลประทานภาคกลาง ซึ่งพึ่งพิงน้ำจากอ่างเก็บน้ำของเขื่อน 4 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ด้วยระดับน้ำในอ่างทั้ง 4 เขื่อนอยู่ในภาวะวิกฤติ ไม่สามารถใช้สอยในงานเพาะปลูกได้อีกต่อไป ทั้งยังขอให้ทุกภาคส่วนใช้น้ำกันอย่างประหยัด คำตอบคำถามของชาวนาคือกระจกสะท้อนให้เห็นว่า การประกาศมาตรการของรัฐบาลนั้น ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับวิถีตามฤดูกาลการทำนา
เสียงสะท้อนของชาวนาพอสรุปได้ คือ ชาวนามีความเป็นอยู่อย่างยากลำบากมาแล้ว ตั้งแต่เมื่อคราวที่รัฐบาลขอให้งดทำนาปรัง เมื่อรัฐบาลประกาศขอให้ชะลอการทำนาปีออกไปก่อน ก็เหมือนกับตกอยู่ในสภาพว่างงานต่อเนื่องกันนาน 1 ปีเต็ม ชีวิตความเป็นอยู่ในครอบครัวย่อมมีแต่จะแย่ลง ขณะเดียวกันการชะลอทำนาปีออกไปก็หวั่นว่า เมื่อถึงช่วงเก็บเกี่ยวชาวนาอาจต้องลงไปเกี่ยวข้าวในน้ำ และเกิดความเสียหายซ้ำซ้อนขึ้นมาได้ เพราะระยะเวลาที่รวงข้าวสุกเก็บเกี่ยวนั้น จะอยู่ในช่วงน้ำหลากคือปลายเดือนตุลาคม หรือต้นเดือนพฤศจิกายน สำหรับชาวนากลุ่มที่ลงมือปักดำทำนาปีไปแล้ว รัฐบาลและกรมชลประทานต้องหาทางช่วยเหลือเยียวยาให้มากที่สุด เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวข้าวในนาได้ แต่ถ้าผลผลิตเสียหายเก็บเกี่ยวไม่ได้ หน่วยงานของรัฐดังกล่าวจะต้องเยียวยาเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติครัวเรือนขึ้นมาซ้ำซ้อนอีก
พร้อมกันนี้ยังมีตัวแทนชาวนาเรียกร้องไปถึงรัฐบาลเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือต่างๆ อาทิ การจ่ายเงินชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น การพักชำระหนี้อันเกิดจากการประกอบอาชีพโดยปลอดดอกเบี้ยในระยะเวลาที่กำหนดตามความเหมาะสม ฯลฯ ซึ่งถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องเตรียมมาตรการ "บรรเทาทุกข์" เอาไว้ให้พร้อมทุกๆ ด้าน เฉพาะอย่างยิ่งมาตรการเยียวยานั้น รัฐบาลจะต้องเอาใจใส่ในลักษณะการทำงานแบบติดตามผลไปด้วย เพราะการจ่ายเงินให้ชาวนาแล้วก็ใช่ว่าปัญหาจะจบลงเพียงเท่านั้น เนื่องจากในความเป็นจริงเงินจำนวนไร่ละ 2,000-3,000 บาท ถึงอย่างไรก็ไม่เพียงพออยู่ดี และในเวลา 1 ปีที่ว่างงานลงนี้พวกเขาจะประกอบอาชีพอะไร ขณะที่ชาวนาที่ยอมเสี่ยงเลื่อนเวลาก็ต้องได้รับความช่วยเหลือและเยียวยาในกรณีเกิดความเสียหายตามคาดการณ์ของชาวนาด้วยเช่นกัน
ในทุกๆ หน้าแล้งที่ผ่านมา สังคมมักได้ยินคำประกาศจากกรมชลประทานเรื่อง "ให้ชาวนางดทำนาปรัง" ราวกับเป็นประเพณีปฏิบัติประจำปีไปแล้ว ทั้งๆ ที่การทำนาเป็นอาชีพหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่กิจกรรมเฉพาะกิจ ทั้งยังฝังรากลึกลงในวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนไทยมานานแสนนาน บทเรียนภาวะภัยแล้งปีนี้ ซึ่งมีข้อพิสูจน์แล้วว่า เกิดจากความผิดพลาดจากการบริหารจัดการน้ำโดยรัฐบาลในอดีต จึงน่าจะถือเป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนจัดการน้ำเพื่อการเกษตรกรรมให้รัดกุม สอดคล้องกับการกักเก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ รวมทั้งการจำลำดับความสำคัญของการใช้น้ำในแต่ละพื้นที่ไปพร้อมกันด้วย เพื่อไม่ให้เกิดกรณีซ้ำๆ ขึ้นอีก เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า เขื่อนต่างๆ ถูกสร้างขึ้นมาภายใต้หลักการที่เชื่อว่า มนุษย์จะสามารถเอาชนะธรรมชาติได้ด้วยวิทยาการ



