คอลัมนิสต์

สร้างหลักประกัน'ฟื้นป่า-แก้แล้ง'

สร้างหลักประกัน'ฟื้นป่า-แก้แล้ง'

18 มิ.ย. 2558

สร้างหลักประกัน'ฟื้นป่า-แก้แล้ง' : บทบรรณาธิการประจำวันที่18มิ.ย.2558

             การแก้ไขปัญหาภัยแล้งและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ นับเป็นวาระสำคัญของประเทศ หลังจากประสบสภาวการณ์ขาดแคลนน้ำเพื่อเกษตรกรรมและน้ำเพื่อการบริโภคอุปโภค ซึ่งจะว่าไปแล้วก็มีปัญหาต่อเนื่องกันมา เพียงแต่ที่ผ่านมาขาดการบูรณาการให้เป็นระบบ ยังไม่นับรวมกรณีที่เคยเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่จนสร้างผลกระทบและเสียหายจำนวนมากไม่น้อยไปกว่าภาวะภัยแล้งเช่นกัน จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศว่า จะดูแลจัดการบริหารอย่างไรให้เกิดสมดุล และดูเสมือนว่า ปัญหาเรื่องแล้งไม่ใช่แค่การบริหารน้ำต้นทุนอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาที่ไปเชื่อมโยงกับเรื่องป่าไม้ของประเทศที่เหลืออยู่น้อยจนส่งผลต่อฝนที่ไม่ตกต้องตามช่วงฤดูกาลไปด้วย จึงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไปในการแก้ไขปัญหา

             นายกรัฐมนตรีมีเป้าหมายให้มีการปฏิรูปประเทศเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น และหนึ่งในจุดหมายก็คือ เรื่องการทวงคืนและฟื้นฟูป่าไม้ และยังได้ชี้ชัดว่า ภัยแล้งก็มีสาเหตุมาจากฝนทิ้งช่วง เพราะไม่มีป่า ป่าถูกทำลายไปกว่า 26 ล้านไร่ ในบางพื้นที่ถูกตัดโค่นจนกลายเป็นภูเขาโล้นเตียน แต่จะให้ป่าฟื้นได้ทันทีทันใดก็คงเป็นเรื่องยาก แต่รัฐบาลชุดนี้ก็พยายามเต็มกำลังกับเรื่องนี้ ถือเป็นวาระชาติที่ต้องดำเนินงานให้เกิดรูปธรรม โดยมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นกลไกหลัก และได้ประชุมบูรณาการหน่วยงานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการหาแนวทางสนับสนุน ทส.ในการบังคับใช้กฎหมายต่อพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกทั้งจากนายทุนและกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น

             แต่ก็ใช่ว่าการดำเนิงานจะง่าย แม้จะเป็นรัฐบาลชุดพิเศษก็ตาม เพราะที่ผ่านมาจำนวนที่นำพื้นที่คืนมาได้ยังค่อนข้างน้อย ดังนั้นการขับเคลื่อนแผนในการนำพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกคืนตามนโยบายของรัฐบาลและตามแผนของ ทส.ที่ตั้งเป้าไว้ จะให้ความเร่งด่วนกับพื้นที่ถูกบุกรุกทำสวนยางพาราก่อน โดยประมาณการพื้นที่ถูกบุกรุกทำสวนยางพารามีประมาณ 5.5 ล้านไร่ ทั้งนี้ในปี 2558 ตั้งเป้าหมายนำพื้นที่คืน 6 แสนไร่ ทั้งประเทศ ส่วนปี 2559 ตั้งเป้าไว้ 9 แสนไร่ รวม 1.5 ล้านไร่ อย่างไรก็ตามรัฐบาลชุดนี้ก็ยอมรับว่าคงไม่สามารถทำสำเร็จได้หมดภายในระยะเวลาที่รัฐบาลประยุทธ์บริหาร ต้องส่งไม้ต่อให้รัฐบาลหน้าดำเนินงานต่อไป จึงเป็นช่วงที่วางรากฐานไว้ให้เพื่อสานต่อ ถือว่าเป็นการริเริ่มแก้ไขดีกว่าปล่อยให้ปัญหาหมักหมมไว้

             รัฐบาลนี้ได้ใช้อำนาจพิเศษและกำลังเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาจัดการกับสิ่งที่รัฐบาลปกติไม่สามารถบริหารแก้ไขได้ ซึ่งจะด้วยความจงใจมีผลประโยชน์หรือลงมือแล้วแต่ติดขัดด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม แต่เมื่อรัฐบาลชุดนี้หมดวาระไปตามโรดแม็พ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การสางปมปัญหาระดับชาติเช่นนี้จะมีการรับไม้และทำต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งคาดการณ์ได้เลยว่า รัฐบาลปกติคงไม่จัดการสานต่อให้บรรลุผลแน่ เพราะถูกทับซ้อนด้วยอำนาจทุนการเมืองและผลประโยชน์เชิงนโยบาย ดังนั้นรัฐบาลชุดปัจจุบันควรกำหนดกติกาหรือออกกฎหมาย สร้างองค์กรกลาง หรือวิธีการใดก็ได้เพื่อให้ภารกิจนี้เดินหน้าได้ เพื่อเป็นเครื่องการันตีว่า ปัญหาจะถูกแก้ไขได้สำเร็จ อย่าไปให้ความหวังว่ารัฐบาลหน้าจะมีเจตนารมณ์แน่วแน่เพื่อบ้านเมือง