คอลัมนิสต์

'ออง ซาน ซูจี'เล่นการเมืองเต็มตัว

'ออง ซาน ซูจี'เล่นการเมืองเต็มตัว

16 มิ.ย. 2558

'ออง ซาน ซูจี'เล่นการเมืองเต็มตัว : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

               นางออง ซาน ซูจี เป็นนักการเมืองร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ไม่ต้องเสแสร้งอีกต่อไป ตอนนี้เธอทำได้ทุกอย่างเพื่อเตรียมพร้อมรับมือการเลือกตั้งทั่วไปในพม่าต้นเดือนพฤศจิกายนนี้

               การพบปะระหว่างซูจีกับประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่ง เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นเหตุการณ์ไฮไลท์การเมืองของเธอ ที่ผ่านมาซูจีมีแต่พบปะผู้นำโลกตะวันตกเท่านั้นที่สรรเสริญเธอ จึงไม่แปลกการพบปะระหว่างสีกับซูจี จึงเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลก มันมีนัยสำคัญที่ว่า เธอยอมพบปะกับผู้นำประเทศที่อยู่ตรงข้ามกับสิ่งที่เธอเคยเชื่อและต่อสู้มาตลอด

               ในทำนองเดียวกัน ผู้นำจีนมีความยืดหยุ่นพอที่จะพบกับซูจี ทั้งๆ ที่มีความคิดทางการเมืองต่างกัน เพื่อเตรียมรับสถานการณ์สัมพันธ์จีน-พม่าในอนาคต การเมืองหลังเลือกตั้งยากที่จะเดาได้ในตอนนี้ เพราะมีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามาเยอะมาก เช่น ปัญหาโรฮิงญา การเจรจาสันติภาพกับชนกลุ่มน้อย สิทธิมนุษยชน เป็นต้น

               ในใจลึกๆ จีนเห็นว่า โอกาสพรรคสันนิบาตแห่งชาติของนางซูจีอาจจะมีโอกาสชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ฉะนั้นการติดต่อไปมาหาสู่กันตอนนี้สำคัญมาก เพื่อปูทางในอนาคต ใครก็ตามขึ้นมาเป็นผู้นำพม่าต้องการมิตรภาพและสัมพันธ์ดีกับจีน

               จีนกับพม่ามีชายแดนติดต่อยาวถึง 2,185 กิโลเมตร แถมมียังประวัติการต่อสู้ตามชายแดนอันยาวนาน เนื่องจากในอดีตจีนสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์พม่า นอกจากนั้นจีนยังให้ความช่วยเหลือพม่ามาตลอดกว่า 4 ทศวรรษ จนถึงเมื่อเร็วๆ นี้ พม่าได้เปลี่ยนทิศทางการทูตและการเมืองแบบฉับพลัน หันไปพึ่งโลกตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำไปสู่การปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

               ผู้เขียนติดตามนางซูจีมาตลอด พบว่าเธอมีความมั่นใจสูง เป็นคนที่ไม่ฟังใคร ดื้อ บางครั้งถึงกับอวดดี หลายคนมักบอกว่า เธออาจจะมีที่ปรึกษาไม่ดีไม่เก่งพอ มีผู้อาวุโสสองสามคนใกล้ตัวเธอที่พยายามพูดจาหว่านล้อมเรื่องโน้นเรื่องนี้แก่เธอ

               หลังจากซูจีถูกปล่อยตัวออกมาอนุญาตให้เล่นการเมืองและชนะการเลือกตั้งซ่อมในเดือนเมษายน 2011 เธอได้เปลี่ยนไปมาก ที่สำคัญที่สุดคือเธอทำตัวเป็นนักการเมือง และค่อนข้างเปิดเผยต่อความทะเยอทะยานที่จะเป็นประธานาธิบดีพม่าให้ได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่อนุญาตให้ผู้นำที่มีครอบครัวเป็นชาวต่างประเทศเป็นผู้นำได้ เธอพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ยังไม่สำเร็จ เพราะนักการเมืองพม่ามีความหวาดกลัวว่ามันอาจจะนำไปสู่การแก้ไขมาตรการอื่นๆ ด้วย เนื่องจากตอนนี้มีความคืบหน้าของการเจรจายุติการสู้รบระหว่างรัฐบาลพม่ากับชนกลุ่มน้อย ซึ่งคาดว่าอาจจะมีการเซ็นสัญญาหยุดยิงได้ในสองสามเดือนข้างหน้า ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงควรทำครั้งเดียว

               ที่น่าเสียดายก็คือ ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ซูจีไม่ได้เข้าหาหรือสร้างความคุ้นเคยกับผู้นำในประเทศเพื่อนบ้านเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะในอาเซียน

               ลึกๆ เธอไม่ชอบอาเซียนมาก เนื่องจากไม่ได้สนับสนุนเธอ ตอนที่เธอต้องต่อสู้เอาตัวรอดแบบหัวซุกหัวซุน ในช่วงที่เธอถูกคุมขัง เธอเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ประชาธิปไตยให้แก่ประเทศอื่นๆ ในอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มภาคประชาสังคมในภูมิภาคมักลักลอบเอาสุนทรพจน์ของเธอมาเปิดก่อนมีการประชุม

               เวลานี้เธอมีอิสรเสรีภาพการเดินทาง แต่เธอกลับปฏิเสธให้ความร่วมมือทั้งหลายทั้งปวงในภาคประชาสังคมอาเซียน ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้แก่ภาคประชาสังคมที่เคยสนับสนุนเธอมาตลอดในอดีต

               ชีวิตของเธอในการเมืองพม่าคงไม่จืดแน่นอน การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญและความไม่แน่นอนที่สูงมาก เพราะทางฝ่ายทัตมาดอว์ (Tatmadaw) หรือทหาร ยังต้องการรักษาที่นั่ง 25 เปอร์เซ็นต์ ทุกๆ สภาทั้งในระดับชาติและภูมิภาค สัดส่วนนี้จะลดลงได้อย่างไรแค่ไหนต้องติดตามการพัฒนาการเมืองดูต่อไป ประเด็นนี้ต้องดูผลการเลือกตั้งก่อน

               ที่น่าคิดสำหรับไทยคือ อนาคต สัมพันธ์ไทย-พม่า จะมีความเข้มข้นมากขึ้นทันทีปลายปีนี้หลังการเลือกตั้ง เพราะพม่าจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ในกรณีที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติชนะการเลือกตั้งและสามารถจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ ประเด็นคั่งค้างจะแดงขึ้นทันที เช่น เรื่องโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายและปัญหาแรงงานพม่าในไทย (ไทยควรจดทะเบียนแรงงานพม่าให้เสร็จเรียบร้อย ให้ระยะเวลาทำงานในไทยนานขึ้น อย่าให้กลายเป็นประเด็นในการหาเสียง หรือเป็นการต่อรองกับไทยหลังเลือกตั้ง-ฝาก สมช.กับกระทรวงมหาดไทย)