คอลัมนิสต์

บทเรียน800ปีประชาธิปไตย

บทเรียน800ปีประชาธิปไตย

16 มิ.ย. 2558

บทเรียน800ปีประชาธิปไตย : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 16 มิถุนายน 2558

               มาร์ค เคนท์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เขียนไว้ตอนหนึ่งในเรื่องกฎบัตรแมกนา คาร์ตา กับวิวัฒนาการของวัฒนธรรมรัฐธรรมนูญว่า การปฏิรูปที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นผลมาจากการอภิปรายแสดงความคิดเห็นจะมีทางประสบความสำเร็จมากกว่า และสะท้อนให้เห็นความสนใจที่หลากหลายของสังคม ระบบการเมืองไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่จะต้องมีการนำระบบมาใช้โดยผนวกกับการปฏิบัติทางการเมือง จารีตประเพณี และวัฒนธรรม เป็นไปไม่ได้ที่รัฐธรรมนูญจะครอบคลุมเหตุการณ์ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นเพื่อควบคุมผู้มีบทบาททางการเมือง และในทางปฏิบัติก็จะหาทางลบข้อจำกัดต่างๆ จึงเป็นการดีกว่า ถ้าเราจะใช้เวลาปลูกฝังการศึกษาทางการเมือง และสร้างความเข้าใจในหน้าที่ของพลเมือง หน้าที่ทางการเมือง และวัฒนธรรมทางการเมืองเพื่อหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม

               เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เขียนบทความชิ้นนี้ขึ้น เนื่องในโอกาสครบรอบ 800 ปีของการลงนามในกฎบัตรแมกนา คาร์ตา ของอังกฤษ ในวันที่ 15 มิถุนายน โดยกฎบัตรที่เขายกขึ้นมานี้เป็นข้อตกลงระหว่างกลุ่มขุนนางและกษัตริย์ ซึ่งต่อมาถูกใช้เป็นพื้นฐานทางวัฒนธรรมการเมืองและกฎหมายของสหราชอาณาจักรและอีกหลายๆ ประเทศ และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาด้วย ซึ่งแม้ว่าจะผ่านมาแล้วนานถึง 800 ปี แต่ก็ยังคงหลักการสำคัญบางเรื่องเอาไว้จนถึงทุกวันนี้ เช่น “เสรีชนจะถูกจับกุมคุมขังไม่ได้ ยกเว้นโดยการตัดสินตามกฎหมายโดยคณะลูกขุนหรือตามกฎหมายแห่งรัฐ” และ “ห้ามขาย ห้ามปฏิเสธ หรือถ่วงสิทธิ์ส่วนบุคคลหรือความยุติธรรม”

               ประเทศอังกฤษถือเป็นต้นแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ประเด็นน่าสนใจที่มาร์ค เคนท์ นำเสนอ ซึ่งพอจะเทียบเคียงกับบรรยากาศการเมืองของไทยในตอนนี้ น่าจะอยู่ตรงที่เขาเน้นย้ำในเรื่องของการปฏิรูปผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วม ซึ่งก็คือการอภิปรายถกเถียงแสดงความเห็นในความหลากหลายของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาบอกว่า ระบบการเมืองไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงน่าพิจารณาใคร่ครวญว่า สิ่งที่สังคมกำลังถกเถียงกันอยู่ขณะนี้่อยู่ในกระบวนการดังกล่าวหรือไม่ เพราะจะว่าไปแล้ว กลับเป็นเรื่องของเทคนิคในร่างรัฐธรรมนูญ กลไกการเข้าสู่อำนาจ หรือแม้กระทั่งว่า รัฐบาลทหารขณะนี้จะอยู่ยาวต่อไปอีกนานเพียงใด โดยที่การถกเถียงแสดงความเห็นอย่างหลากหลาย พร้อมการมีส่วนร่วมถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง

               กระนั้นก็ตาม กระบวนการปฏิรูปไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้สำเร็จเสร็จสิ้นได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปรองดองสมานฉันท์ที่รัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หมายมั่นให้มีขึ้นก่อนการเลือกตั้ง เพราะต้องอาศัยกระบวนการแสดงความเห็นในความหลากหลาย หากแต่ในทางปฏิบัติ ถ้าหากรัฐบาลและ คสช.นำเรื่องปฏิรูปไปผูกติดไว้กับวาระการอยู่ในตำแหน่งก็จะถูกมองได้ว่า เป็นการยื้อเวลาเพื่อจะอยู่ในอำนาจต่อไปเสียมากกว่า ที่รัฐบาลประกาศย้ำหลายครั้งเกี่ยวกับโรดแม็พสู่การเลือกตั้งนั้นก็เป็นเรื่องชอบแล้ว ขณะเดียวกัน การสร้างกระบวนการเพื่อให้การปฏิรูปเดินหน้าต่อไปได้ก็เป็นเรื่องจำเป็นในระยะยาว ไม่ใช่จบลงหลังประชาชนเดินออกจากคูหาเลือกตั้ง