คอลัมนิสต์

จับตา‘บิ๊กตู่’ลงพื้นที่ วัดกำลังหนุน‘อยู่ต่อ’

จับตา‘บิ๊กตู่’ลงพื้นที่ วัดกำลังหนุน‘อยู่ต่อ’

15 มิ.ย. 2558

จับตา‘บิ๊กตู่’ลงพื้นที่ วัดกำลังหนุน‘อยู่ต่อ’ : ขยายปมร้อน โดยอนพัทย์ ดีช่วย (@anapat_nna) สำนักข่าวเนชั่น

                เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา และระยอง ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้อยู่ต่อ 2 ปี เพื่อปฏิรูปให้เสร็จก่อนจะมีการเลือกตั้ง

                หลังมีข้อเสนอจากสมาชิก สปช. ช่วงแรก “บิ๊กตู่” ก็ให้สัมภาษณ์ในเชิงแบ่งรับแบ่งสู้ โดยบอกว่า ให้อยู่ต่อก็หาวิธีมา แต่ข้ามพ้นสัปดาห์ที่ถูกโหมวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายต้าน “พล.อ.ประยุทธ์” ก็ออกมาลดกระแส ลั่นขอยึดตามโรดแม็พ และขอให้สื่อเลิกถามประเด็นนี้ได้แล้ว

                ทั้งหมดนั้นเป็นการพูดผ่านหน้าสื่อ 

                เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา “นายกฯ” ได้นำครม.ส่วนหนึ่งลงพื้นที่พบปะประชาชน ในการเป็นประธานเปิดงานวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ.2558 ที่จ.ฉะเชิงเทรา และตรวจเยี่ยมโครงการอ่างน้ำเก็บกักน้ำประแสร์ ที่จ.ระยอง ซึ่ง “บิ๊กตู่” ได้ขึ้นเวทีปราศรัยกับประชาชน เนื้อหาที่น่าจับตามองคือ นายกฯ ได้พูดถึงประเด็นการอยู่ต่อหรือไม่ด้วยว่า “ปี 60 ก็จะไม่อยู่แล้ว ปี 59 ก็ต้องไป”

                อย่างไรก็ตามสูตรวันเลือกตั้งที่มีการคำนวณไว้ในเบื้องต้น หากไม่มีเรื่องอยู่ต่อ 2 ปี ก็น่าจะมีการเลือกตั้งปลายปี 59 หรือไม่ก็ปี 60 แต่ถ้าให้อยู่ต่อ 2 ปี ก็ขยับไปประมาณปี 61

                 การพูดกับชาวบ้านของ “พล.อ.ประยุทธ์” นั้นนอกจากเรื่องอยู่ต่อแล้ว ยังมีการฝากให้ประชาชนคิดถึงการเลือกตั้งที่ต้องมีขึ้นในไม่ช้าก็เร็ว

                 “อย่ากลับไปเลือกผิดอีก เพราะเลือกผิดมาหลายครั้งแล้ว ทั้งหมดคือความรับผิดชอบของผม” จากที่พูดเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีความกังวลอยู่กับการเลือกตั้งในอนาคต ที่อาจกลับเข้าสู่วังวนเดิม ถ้ายังมีการ “เลือกผิด”

                 คำพูดของนายกฯ ที่ได้ลงพื้นที่พบประชาชน ที่ผ่านมานั้นมีน้ำเสียงค่อนข้างจริงจังสลับกับอารมณ์ขันตามสไตล์ และแสดงความต้องการว่าอยากให้ประชาชนเลือกผู้ที่จะมาดำเนินนโยบายของรัฐบาลนี้ต่อ เพราะได้วางรากฐานไว้แล้ว อย่างเช่นการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงย้ำให้สร้างความเข้มแข็งด้วยตัวเอง อย่าหวังพึ่งประชานิยมมากเกินไปจนทำให้เป็นปัญหาอย่างที่ผ่านมา พร้อมสะท้อนด้วยว่าปัญหาที่ผ่านมามีการแก้ปัญหาโดยหวังผลทางการเมือง และการแก้ปัญหาที่ไม่เป็นหนึ่งเดียวจากทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการ

                 รัฐบาล “บิ๊กตู่” ได้ประกาศกร้าวมาหลายครั้งแล้วว่า จะแก้ปัญหาอย่างที่ระบบการเมืองนั้นทำไม่ได้ และมั่นใจว่าจะเป็นรากฐานสู่อนาคต

                 “วันนี้เราต้องมาพูดกันด้วยข้อเท็จจริงไม่ได้มาพูดด้วยคะแนนเสียง ท่านไม่ต้องมาให้คะแนนผม ถ้าผมทำไม่ดีท่านมาว่าผมได้ เราปล่อยให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นอย่างนี้มานานแล้ว เราแก้กันไม่จบเสียที และทำให้เกิดความแตกแยกในข้าราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ท้องถิ่น วันหน้าจะต้องไม่เกิดขึ้นอีก มันเสียเวลาประเทศเรา”

                 “วันนี้ประชาชนต้องรวมตัวกันให้เข้มแข็ง ซึ่งไม่ใช่การมาต่อต้านคสช. หรือรัฐบาลในอนาคต แต่เป็นการสร้างความเข้มแข็งที่ไม่ให้มีฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแทรงข้าราชการและประชาชน ให้ประชาชนได้ใช้อำนาจประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง วันหน้าต้องมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง มีธรรมาภิบาล ผมอยู่อย่างนี้ตลอดไปไม่ได้อยู่แล้ว”

                 หากเป็นสถานการณ์ปกติ การขึ้นเวทีปราศรัยของผู้นำประเทศ รัฐมนตรี หรือส.ส. นอกเหนือจากการนำเสนอผลงาน แล้วก็คือการหาเสียง ชูนโยบาย เอาใจมวลชน

                 สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ การลงพื้นที่ตรวจราชการ พบปะประชาชน ในช่วงที่สถานการณ์ระยะที่สองของโรดแม็พที่กำลังเข้มข้นทุกขณะ นอกจากคำปราศรัยฝากให้กับประชาชนเกี่ยวกับการใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะประโยค “เราเลือกกันมาผิดหลายทีแล้วนะ ก็อย่าให้ผิดอีก” มีการมองว่านี่คือการวัดแรงหนุนของประชาชนเพื่อประกอบการตัดสินใจต่อไป

                 จับตาทุกเวทีในการลงพื้นที่ของ “บิ๊กตู่” นับจากนี้ โดยเฉพาะในช่วงสิ้นเดือนนี้ ที่รัฐบาลเล็งจัดโปรแกรมประชุมครม.นอกสถานที่ที่ จ.เชียงใหม่ หรือพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ

                 เรื่องราวบนหลังเสือบนภาพยนตร์ของจริงที่เริ่มเข้มข้นขึ้นทุกขณะ จะมีภาคต่อหรือไม่ การลงไปวัดเสียงประชาชนแบบถึงที่ย่อมเป็นอีกตัวชี้วัดความสำคัญ!!