
การเมืองนำบริหารจัดการน้ำ
การเมืองนำบริหารจัดการน้ำ : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2558
สถานการณ์ภัยแล้งสำหรับปีนี้ ถือว่าเข้าขั้นวิกฤติแล้ว โดยปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีเหลืออยู่แค่ 47% และสามารถใช้การได้จริงเพียง 13% เท่านั้น และเมื่อตรวจสอบระดับน้ำในเขื่อนใหญ่ที่มีนัยสำคัญในการบรรเทาปัญหา พบว่า ในพื้นที่ภาคเหนือ เขื่อนภูมิพลมีน้ำในอ่างเก็บน้ำเหลืออยู่ 31% ใช้งานได้จริง 3% เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำในอ่างเก็บน้ำ 38% ใช้งานได้จริง 8% ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขื่อนสิรินธร มีน้ำในอ่างเก็บน้ำ 43% แต่ใช้งานได้จริงแค่ 1% เท่านั้น ภาคตะวันตกซึ่งสนับสนุนน้ำให้แก่พื้นที่ราบลุ่มภาคกลางเป็นที่ตั้งของเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งมีน้ำในอ่างเก็บน้ำ 68% ใช้งานได้จริง 10% เขื่อนวชิราลงกรณมีน้ำในอ่างเก็บน้ำ 41% ใช้งานได้จริง 7% กล่าวสำหรับเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ที่สนับสนุนน้ำทำการเกษตรในพื้นที่ภาคกลาง ในปีนี้จึงเท่ากับชาวนาต้องหยุดทำนาปรังลงโดยปริยาย และยังไม่แน่ด้วยว่า นาปีในฤดูกาลต่อไปจะประสบปัญหาหนักเช่นนี้ด้วยหรือไม่
เขื่อนถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่นำมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำผ่านการตัดสินใจของคณะกรรมการที่มาจากหลายฝ่าย เพื่อให้น้ำในอ่างเก็บน้ำได้ถูกใช้สอยไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยแบ่งภารกิจการใช้ประโยชน์จากน้่ำออกเป็นการใช้พลังงานน้ำสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อเกษตรกรรม อุตสาหกรรม อุปโภคบริโภค รักษาระบบบนิเวศ และเพื่อการท่องเที่ยว ฯลฯ โดยเฉพาะในภาวะฝนทิ้งช่วงหรือปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าปกติเช่นในปี 2558 ที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญเหมือนเมื่อปี 2536 และปี 2541 ทำให้อ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่มีน้ำต้นทุนน้อยอยู่แล้ว ต้องขาดแคลนน้ำฝนที่จะเติมให้มากเพียงพอสำหรับการบริหารจัดการในภารกิจต่างๆ อย่างเป็นธรรม ไม่กระทบต่อคนส่วนใหญ่ทั้งในทางด้านการดำเนินชีวิต และเศรษฐกิจของประเทศ
ดังกล่าวมาจะเห็นได้ว่า การบริหารจัดการน้ำต้องอาศัยการวิเคราะห์อย่างรอบคอบรอบด้าน โดยเฉพาะการพยากรณ์อากาศ แต่การพร่องน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่เมื่อปี 2555 เพื่อเตรียมอ่างเก็บน้ำให้สามารถรองรับน้ำฝนในปีนั้น โดยรัฐบาลกระทำลงไปทั้งๆ ที่มีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย เพราะภาพหลอนจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 หรือ 1 ปีก่อนหน้านั้น เป็นผลมาจากการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด เพราะพร่องน้ำในเขื่อนช้าเกินไป ไม่สามารถรองรับปริมาณ้ำฝนในช่วงท้ายของฤดูมรสุมได้ โดยที่ในเวลาต่อมาปรากฏว่า ปริมาณน้ำฝนที่จะเติมน้ำต้นทุนในอ่างไม่มากเพียงพอ เป็นเหตุให้น้ำต้นทุนของเขื่อนต่างๆ อยู่ในระดับต่ำติดต่อกันถึง 3 ปี
เหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2554 ถือเป็นฝันร้ายของทุกคนในสังคม เพราะสร้างความเสียหายในวงกว้าง ไม่เฉพาะแต่ภาคการเกษตรเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และการดำเนินชีวิตของประชาชน ส่งผลให้รัฐบาลขณะนั้นถูกโจมตีอย่างหนัก เพราะบริหารจัดการผิดพลาด นี่จึงเป็นเหตุให้นักการเมือง ซึ่งเอาใจใส่กับคะแนนนิยมเป็นหลัก เลือกที่ใช้การเมืองนำการบริหารจัดการ จนนำไปสู่คำสั่งพร่องน้ำเมื่อปี 2555 เพราะไม่ว่าจะแล้งอย่างไร การจัดลำดับความสำคัญของการใช้น้ำก็ต้องคำนึงถึงการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก ซึ่งนักการเมืองเชื่อว่าจะกระทบต่อคะแนนเสียงน้อยกว่า ทั้งๆ ที่ควรจะต้องให้น้ำหนักในความเท่าเทียมของการใช้สอยทรัพยากร นี่คือบทเรียนแห่งความผิดพลาดของการบริหารจัดการน้ำที่ใช้การเมืองนำ



