คอลัมนิสต์

สร้างสำนึกจัดการขยะ

สร้างสำนึกจัดการขยะ

12 มิ.ย. 2558

สร้างสำนึกจัดการขยะ : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2558

               ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวถึงปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ไม่สามารถระบายได้ทันว่า เป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนาน แม้ กทม.จะพัฒนาระบบระบายน้ำมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่การพัฒนาของเมืองและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กรุงเทพมหานครยังคงเผชิญกับปัญหาภัยธรรมชาติ และเป็นสิ่งที่ทำให้กทม.ต้องเดินหน้าศึกษาและพัฒนาเชิงระบบด้วยองค์ความรู้ที่ทันสมัย ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืนในอนาคต ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะระบบการระบายน้ำไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ เนื่องจากขยะมูลฝอยปิดทางระบายน้ำ

               ความเดือดร้อนของชาวกรุงเทพฯ จากเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันหลังฝนตกหนักในพื้นที่กรุงเทพฯ เมื่อเช้ามืดวันที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับสังคมเมืองที่กทม.จะปฏิเสธไม่ได้เป็นอันขาด เพราะได้สะท้อนให้เห็นว่า กทม.ยังขาดแผนรับมือที่ดีพอ กระนั้นความจริงที่สะท้อนผ่านปรากฏการณ์ครั้งนี้ก็คือ ปัญหาขยะมูลฝอยจำนวนมหาศาลที่เข้าไปอุดตันทางระบายน้ำ อันเป็นผลมาจากความมักง่ายของคนทิ้งขยะเรี่ยรายขาดสำนึกความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ทั้งๆ ที่ผ่านมา ข้อมูลของทางราชการระบุเอาไว้ว่า กรุงเทพฯ ภูเก็ต และนนทบุรี เป็นจังหวัดสะอาดที่ไม่มีปัญหาวิกฤติด้านการจัดการขยะมูลฝอยและไม่มีปริมาณขยะสะสมภายในจังหวัด ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยมีสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยรวม 2,490 แห่ง แต่เป็นสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยแบบถูกต้องเพียง 466 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 19 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 81 เป็นสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยไม่แบบถูกต้อง เช่น เทกองกลางแจ้ง เผาในที่โล่ง ลักลอบทิ้ง ฯลฯ จากสถิติเมื่อ 2 ปีก่อนประเทศไทยมีขยะมูลฝอยสะสม 19.9 ล้านตัน หรือเทียบเท่า “ตึกใบหยก 2” จำนวน 103 ตึกเรียงต่อกัน

               เมื่อปลายปีที่แล้ว คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ได้กำหนดให้ปัญหาขยะมูลฝอยเป็นวาระแห่งชาติ เพราะล่าสุดนั้นพบว่า ประเทศไทยมีขยะสะสมเพิ่มมากขึ้นเป็น 28 ล้านตัน และจัดการไม่ถูกต้องถึงร้อยละ 80 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบนโยบายการจัดการขยะให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานท้องถิ่น และภาคเอกชน ให้ดำเนินการตามแผนโรดแม็พลดและคัดแยกขยะมูลฝอยที่ต้นทาง, จัดการขยะมูลฝอยแบบศูนย์รวมและกำจัดโดยเทคโนโลยีแบบผสมสาน เน้นแปรรูปขยะให้เป็นพลังงาน ทั้งยังเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาลงทุนหรือร่วมลงทุน โดยแบ่งเป็นระยะเร่งด่วน 6 เดือน ระยะปานกลางภายใน 1 ปี และระยะยาว 1 ปีขึ้นไป ซึ่งแต่ละจังหวัดต้องทำแผนแม่บทการจัดปัญหาขยะ เสนอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ อนุมัติและตั้งงบประมาณ และสรุปผลงานให้คณะรัฐมนตรีทราบทุก 6 เดือน

               อย่างไรก็ตาม การจัดการขยะในเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ นั้น แม้จะเป็นหนึ่งในสามจังหวัดที่จัดการขยะได้ดี แต่หลักฐานที่ฟ้องออกมาเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน สะท้อนให้เห็นว่า แท้จริงแล้วการจัดเก็บขยะยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างชนิดเต็มร้อย กระนั้นเมื่อกำหนดให้ปัญหาขยะเป็นวาระแห่งชาติ ก็น่าจะได้ผลักดันต่อไปด้วยความพร้อมเพรียงร่วมใจของคนไทยทั้งหมด เริ่มตั้งแต่การปลูกฝังวัฒนธรรมการแยกขยะ ลดการใช้ภาชนะที่จะเป็นขยะที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก ขณะที่ภาคเอกชนโดยเฉพาะอาคารสูงทั้งหลายก็ต้องสนับสนุนการแยกขยะ ปรับวิถีชีวิตลดการสร้างขยะเช่น กล่องโฟม ถุงพลาสติก ฯลฯ โดยรัฐบาลอาจจะใช้มาตรการทางภาษีเข้ามาสนับสนุนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมต่อไป