
เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจจบ
เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจจบ : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น
หลังจากเป็นข่าวมาเกือบหนึ่งสัปดาห์ สำหรับประเด็นที่มีคนออกมาเรียกร้องให้มีการ "ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งอย่างน้อยสองปี" และมีอีกนัยหนึ่งคือรัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปด้วยนั้น ก็ทำท่าจะจบลงเมื่อตัวท่านผู้นำประเทศออกมาคล้ายกับสยบกระแสด้วยตนเอง โดยพูดในระหว่างตอบคำถามนักข่าวถึงเรื่องการล่าชื่อเพื่อทำประชามติให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งว่า
ล่า ล่ามาทำอะไร ผมไม่สนใจ เป็นเรื่องของโรดแม็พ จบ เลิกถามเรื่องนี้กับผม”
เรียกได้ว่าเหยียบเบรกกันหัวทิ่มทีเดียว เพราะเรื่องนี้เริ่มถูกจุดกระแสจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติกลุ่มหนึ่ง ซึ่งก็คือกลุ่มที่ประสานเป็นหนึ่งเดียวกับ กปปส. ที่เคยเรียกร้องให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งมาแล้ว
จากนั้น “พล.อ.ประยุทธ์” เองก็พูดในทำนองที่ไม่ปิดทางและบอกว่าหากอยากให้อยู่ต่อก็ “ไปหาทางมา” แถมยังต้องหาทางปกป้องตัวเขาทั้งจากภายในและภายนอกประเทศด้วย
ทันใดนั้นเองลำคลองเล็กๆ ในแม่น้ำสายหลัก ก็รีบเสนอหนทางออกมา ไม่ว่าจะเป็นการล่าชื่อขอทำประชามติว่าจะให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งหรือไม่ และบางคนก็เสนอให้แก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 เพื่อทำประชามติ บางคนก็เสนอให้เพิ่มเติมในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อทำประชามติ ขณะที่อีกบางคนก็เสนอให้เขียนในร่างรัฐธรรมนูญให้ชัดเรื่องระยะเวลาว่ารัฐธรรมนูญจะมีผลบังคับใช้หลังจากผ่านความเห็นชอบไปสองปี และบางความเห็นก็เสนอให้เขียนในร่างรัฐธรรมนูญว่าต้องเขียนกฎหมายใหม่ในระยะเวลาเท่าไหร่ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไป รวมทั้งบางส่วนก็สนับสนุนผ่านทางโพลล์
แต่สุดท้าย “พล.อ.ประยุทธ์” ก็ตัดสินใจดับกระแสเรื่องนี้ไป พร้อมกับเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีแบบไม่เป็นทางการ และต่อมามีการเปิดเผยว่าเป็นการเตรียมการเพื่อส่งมอบงานต่อให้รัฐบาลต่อไป
ซึ่งเรื่องนี้ต้องชม “พล.อ.ประยุทธ์” อยู่ไม่น้อยที่ตัดสินใจเรื่องดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที เพราะท่ามกลางกระแสเรียกร้องจากคนรอบตัว เขายังพอมองเห็นมุมต่าง ซึ่งอาจจะเป็นผลเสียซึ่งคนใกล้ชิดเขาอาจจะไม่ได้นำเสนอ
มุมแรกถ้าจับได้ตั้งแต่แรกสิ่งที่ “พล.อ.ประยุทธ์” กังวล คือเสียงต่อต้านจากภายนอกประเทศ ถึงขนาดที่บอกว่าถ้าจะให้อยู่ต้องหาทางปกป้องเขาจากต่างประเทศด้วย เพราะนี่คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร หากเขาอยู่ต่อต่างชาติจะไม่ยอมรับเขามากยิ่งขึ้นไปอีก จากวันนี้ที่เรื่องความสัมพันธ์กับต่างชาติอยู่ในระดับที่ไม่ดีนัก หากเป็นเช่นนั้นจริงการเจรจากับชาติตะวันตกในหลายๆ อย่างจะยุติลง สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่แล้วจะยิ่งทรุดหนักลงไปอีก เพราะในวันนี้ต่างชาติยังคงรักษาระดับความสัมพันธ์ ไม่ให้แย่ลงไปเพราะยังรอดูว่ารัฐบาลจะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็พหรือไม่
นอกจากเรื่องต่างชาติแล้ว เขาก็คงรู้ด้วยว่านอกจากเสียงเชียร์แล้วยังมีแรงต้านที่แฝงตัวอยู่ทุกที่ วันนี้ที่กลุ่มต่างๆ ยังคงสงบนิ่งเพราะยังคงเชื่อในคำมั่นสัญญาว่าเขาจะคืนอำนาจเหมือนกับเพลงที่บอกว่า “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน”
แต่หากเขาเปลี่ยนแปลงโรดแม็พออกไป แรงต้านที่เคยสงบนิ่งอาจไม่สงบนิ่งอีกต่อไป ประวัติศาสตร์ก็เคยมีให้เห็นสมัย “พล.อ.สุจินดา คราประยูร” เมื่อเลือกที่จะก้าวเข้าสู่อำนาจและสร้างวาทกรรม “เสียสัตย์เพื่อชาติ” ครั้งนั้นเองก็เป็นชนวนที่ทำให้คนออกมาต่อต้านและนำมาสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬในที่สุด
ส่วนเรื่องที่มีเสียงสนับสนุน โดยที่ไม่มีเสียงค้านนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ คนที่เห็นต่างก็เลือกที่จะเงียบและไม่แสดงท่าทีใดๆ ออกมา ทำให้ดูเหมือนเสียงที่ออกมาจะเป็นเสียงในมุมสนับสนุนทั้งหมด ซึ่งค่อนข้างขัดกับความเป็นจริงไม่น้อย
และที่สำคัญเหล่าบรรดาคนที่มีบทบาทออกมาสนับสนุนนั้นก็เป็นคนที่ถูกตั้งคำถามได้แทบจะทั้งสิ้น เช่นคนที่ออกมาโดยมากเป็นคนที่มาจาก กปปส. ซึ่งเคยขัดขวางการเลือกตั้ง นอกจากนี้หลายคนยังเป็น สปช.ซึ่งหากรัฐบาลนี้ได้อยู่ในอำนาจต่อไป แน่นอนว่าพวกเขาก็มีสิทธิที่จะมีตำแหน่งแห่งหนในการทำงานต่อไปด้วย
จนถึงขนาดที่มองได้ว่า หาก “พล.อ.ประยุทธ์” อยู่ต่อ คนเกล่านี้ก็จะมีผลพลอยได้ จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นเสียงสนับสนุนที่กึกก้อง พร้อมๆ กับการหาถนนเพื่อให้รัฐบาลได้อยู่ต่อภายใต้วาทกรรม “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”
การที่จะอยู่หรือไปจากอำนาจได้อย่างสวยงาม มิใช่เกิดจากการฟังเสียงเยินยอที่หอมหวานจากคนที่มีผลประโยชน์เท่านั้น เพราะคนเหล่านี้มักจะไม่บอกผลเสีย หากแต่ต้องฟังเสียงเห็นต่างแม้จะไม่เสนาะหู แต่ก็เป็นประโยชน์หากเลือกนำมาใช้



