คอลัมนิสต์

อย่า'รุนแรง-ท้อแท้'แก้ปัญหาเด็กแว้น

อย่า'รุนแรง-ท้อแท้'แก้ปัญหาเด็กแว้น

10 มิ.ย. 2558

อย่า'รุนแรง-ท้อแท้'แก้ปัญหาเด็กแว้น : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 10 มิ.ย.2558

               การแก้ปัญหาเยาวชนและวัยรุ่นที่ขับขี่รถจักรยานยนต์แข่งขันกันบนถนนสาธารณะ หรือที่เรียกกันว่าเด็กแว้น ยังเป็นปัญหาสังคมที่ยังไม่สามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปได้ ในส่วนหน่วยงานที่ควบคุมดูแลก็เป็นเพียงดำเนินการด้านปลายทางคือการจับปรับและลงโทษ แต่เมื่อผ่านพ้นไปเด็กแว้นเหล่านี้ก็รวมกลุ่มกลับมาทำพฤติกรรมเดิมอีก และนับวันกลับยิ่งมีสมาชิกมารวมตัวเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้นจนหวั่นเกรงว่าจะควบคุมไม่อยู่ และจากตรงนี้ยังเป็นจุดเริ่มปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ก้าวหลงผิดไปในเรื่องยาเสพติดและอาชญากรรม ซึ่งหนทางหรือแนวทางแก้ไขมีหลากมิติที่ต้องพิจารณาควบคู่ไปด้วย ไม่ใช่แค่เพียงกฎหมายลงโทษ หรือริบใบอนุญาตขับขี่ แต่ยังรวมถึงครอบครัวและหน่วยงานทั้งหลายต้องเข้ามาเสริมเติมเพื่อเปลี่ยนแปลงให้ได้

               นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายเรื่องนี้ให้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ไปดำเนินการ โดยนายกฯมองว่าน่าจะต้องมีมาตรการเพิ่มเพื่อแก้ไขปัญหาให้ได้ และเบื้องต้น พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ประชุมร่วมกับ 64 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว อาทิ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กรมการขนส่งทางบก กรมคุมประพฤติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ข้อสรุปเบื้องต้นที่จะมุ่งแนวทางสร้างจิตสำนึกที่ตัวเด็กและเยาวชน เนื่องจากปัญหาส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากความต้องการแสดงตัวตน ความสามารถ และต้องการเป็นที่ยอมรับของสังคม อันเป็นผลมาจากการขาดการยอมรับจึงต้องแสดงออกแต่เป็นการแสดงออกในแบบที่ไม่ถูกต้องแทน

               แนวโน้มของเด็กแว้นมีการแบ่งจับกันเป็นกลุ่ม พร้อมทั้งประกาศตัวเหนือกลุ่มคู่แข่งต่างๆ บางครั้งก็ประกาศสงครามกันผ่านทางอินเทอร์เน็ตในเว็บไซต์ต่างๆ โดยมีการเขียนคำท้าทาย ใช้ถ้อยคำยั่วยุรุนแรง จนกลายเป็นเหตุทะเลาะวิวาทและอาชญากรรม อีกประการเด็กแว้นจำเป็นต้องใช้เงินในการเที่ยวและแต่งรถจักรยานยนต์ซิ่ง จึงง่ายในการถูกชักจูงไปในทางผิด ดังเช่นการว่าจ้างให้เด็กแว้นส่งยาเสพติดซึ่งมีจำนวนมากที่ยอมทำเพื่อแลกกับเงิน แต่หารู้ไม่ว่าช่วงแรกอาจเป็นแค่เด็กส่งยาอย่างเดียว แต่ต่อมาก็กลับกลายเป็นผู้เสพเสียเองจนอนาคตต้องดับวูบไป การเปลี่ยนพฤติกรรมหรือป้องกันเด็กเยาวชนเหล่านี้ต้องใช้หลักจิตวิทยาและดึงให้มาเข้าร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งต้องทำงานอย่างจริงจังเชื่อมโยงกันและต่อเนื่องด้วย

               แม้การแก้ไขปัญหาเด็กแว้นได้กระทำมาหลายปีและดูเสมือนว่ากลายเป็นปัญหาสังคมที่แก้ไม่จบ วนเวียนอยู่ตลอดเวลา แต่ในส่วนหน่วยงานและภาครัฐที่เกี่ยวข้องต้องตระหนักว่าการทำงานเรื่องนี้จะ "ท้อแท้" หรือรู้สึกว่า "ซ้ำซาก-จำเจ" ไม่ได้ และอย่าผลักให้เยาวชนกลายเป็นผู้ต่อต้านสังคม โดยเฉพาะประการสำคัญคือการใช้บทลงโทษที่รุนแรงเกินไป ดังนั้นการทำงานบูรณาการที่ดึงทุกฝ่ายเข้าร่วมช่วยกันแก้ปัญหาจึงเป็นแนวทางที่ไปสู่ความสำเร็จได้ และเปิดพื้นที่สาธารณะให้เด็กเหล่านี้ได้แสดงพลังความคิดความมีตัวตนในทางสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม และพึงระลึกไว้ด้วยว่าการใช้มาตรการรุนแรงไม่สามารถแก้ปัญหาได้เสมอไป ผลตอบรับอาจเป็นความรุนแรงกลับมาเป็นปัญหาซ้อนปัญหาก็ได้เช่นกัน

 

นายกฯลั่นวาจาว่า'จะจัดการตำรวจเอง' :  โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

               เรื่องใหญ่ต้องคิดให้ชัด ตำรวจผู้ปฏิบัติงานรุ่นลูกรุ่นหลานและผู้ได้รับผลกระทบสุดท้าย ซึ่งหมายถึงประชาชน จะได้ไม่มาก่นด่าในภายหลังว่า คิดกันมาได้อย่างไร? ยิ่งคิดยิ่งถอยหลังเข้าคลอง?

               พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พูดได้ตรงเป้าตรงประเด็นอย่างน่าชื่นชมด้วยสาระสำคัญที่นับว่าเป็นหัวใจของการปฏิรูประบบงานตำรวจ คือ “คดีเกิดต้องจับได้” คำนี้ต้องเป็นหลักยึด และนี่คือสิ่งที่ประชาชนต้องการ และนับว่าเป็นการบำบัดทุกข์อย่างแท้จริง จับคนกระทำผิด เพื่อดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ไม่ใช่จับแพะ หรือ รับคดีแต่ไม่มีการติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี

               คำพูดนายกฯ สอดคล้องกับคำสอนของอาจารย์ใหญ่สายสอบสวนของตำรวจ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ที่ว่า “ย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์เมื่อคดีเกิดจับได้ทันที ถูกตัวด้วย รวดเร็วด้วย ป้องปรามได้ด้วย เพราะรุมกันทำงาน ตำรวจทุกคนต้องไปที่เกิดเหตุทันที ทั้งงานป้องกันปราบปราม งานสืบ และงานสอบสวน นี่คือหลักสำคัญและเป็นต้นแบบสำคัญมากที่เกิดขึ้นในนครบาลในอดีต”

               ของดีๆ เช่นนี้คงไม่จบลงและจมหายไปกับอดีต ซึ่งถ้าวิเคราะห์ให้ดีแล้วนั้น เกิดจากความรู้ความสามารถของหัวหน้าสถานีตำรวจและเอกภาพในการปกครองบังคับบัญชาของหัวหน้าสถานีตำรวจนั่นเอง

               เมื่อขยายความคำพูดของนายกฯ ให้ลึกซึ้งกว้างขวางมากยิ่งขึ้นจะเห็นได้ว่า นายกฯ ไม่ได้พูดว่าเมื่อคดีเกิดขึ้นต้องทำสำนวนให้เสร็จทันเวลาส่งฟ้อง!!????!!! ถึงแม้ว่าประเด็นนี้จะเป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญ ดังตัวอย่างการเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนกรณีการจำต้องปล่อยตัวเด็กแว้น ที่เหล่าบรรดาทหารและตำรวจเกือบจะกลายเป็นฮีโร่ (ขอย้ำว่า แค่เกือบ) เพราะไปสะดุดที่ ข้อจำกัดของระบบการบริหารจัดการทางกฎหมาย...

               “ปล่อยตัวเด็กแว้นและตามตัวมาฟ้องภายหลัง” เป็นตัวอย่างหนึ่งของเรื่องปัญหาเอกสารคำฟ้อง ในกรณีคดีศาลแขวงนั้น ถ้ารับสารภาพต้องนำตัวผู้ต้องหาไปฟ้องภายใน 48 ชั่วโมง เมื่อมีผู้ต้องหามากๆ หัวหน้าสถานีต้องระดมคนมาช่วยพนักงานสอบสวนเพื่อช่วยกันทำเอกสารฟ้องเฉลี่ยมากน้อยขึ้นอยู่ว่าในการจับกุมครั้งนั้นมีผู้ต้องหาจำนวนมากเพียงใด เรียกว่า ทำสำนวนกันแบบหามรุ่งหามค่ำ เหลือเวลาให้อัยการตรวจสอบไม่ถึง 24 ชั่วโมง ในขณะที่อัยการมีเวลาเหลือน้อยและมีข้อจำกัดไม่สามารถหาคนมารุมลงแขกช่วยงานกันได้ในยามยากแบบพนักงานสอบสวน ย่อมทำงานไม่ทัน จึงจำเป็นต้องปล่อยตัวไปแล้วตามมาฟ้องภายหลัง ภาระการตามตัวจึงเกิดขึ้นทันที ! นี่ยังไม่รวมผลกระทบเชิงจิตวิทยาอื่นๆ ที่ตามมาด้วยว่า....กว่าจะจับมาได้แสนเหนื่อยยาก เมื่อต้องไปติดตามจับกุมตัวมาอีกครั้งทุกอย่างล้วนเป็นภาระงานตำรวจที่ต้องเพิ่มมากขึ้นโดยไม่สมควรเลย

               บทเรียนในเรื่องนี้น่าจะเป็นประเด็นชวนคิด ให้ระวังไว้ให้ดีว่า หากคิดแยกงาน หรือหน่วยงานสอบสวนออกไปแล้วจะมีการลงแขกช่วยงานกันแบบนี้หรือไม่? โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของพนักงานสอบสวนในบทต้นธารของกระบวนการยุติธรรมนั้น ไม่เหมือนแค่การตรวจพิจารณาสำนวนของอัยการและศาล หากแต่จำเป็นต้องพึ่งพางานสืบสวนและงานป้องกันปราบปรามในพื้นที่อย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องกับการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ครบถ้วน รวมทั้งตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามตัวบทกฎหมาย
               
               ที่พูดว่า “จับได้” นั้น ต้องเป็นหน้าที่ของตำรวจสายสืบ และตำรวจสายสืบจำเป็นต้องทำงานเกี่ยวข้องพึ่งพาตำรวจสายป้องกันปราบปรามด้วย ส่วนตำรวจสายสอบสวนยังคงต้องหมุนรอบตัวก้มหน้าก้มตาพิมพ์สำนวนจำนวนมหาศาลในเวลาที่จำกัดต่อไป เพราะคดีเก่ายังไม่สิ้นสุด ในขณะที่คดีใหม่ก็ถาโถมเข้ามาไม่หยุด รวมถึงพนักงานสอบสวนต้องคอยตอบคำถามประชาชนและผู้สื่อข่าวที่เฝ้าเพียรถามว่า “จับได้หรือยัง?”

               ลองทบทวนคิดวิเคราะห์ให้ดีเถิดว่า หัวหน้าสถานีตำรวจมีความสำคัญมากเพียงใดต่อการบริหารจัดการคดีที่เกิดขึ้น จริงอยู่ที่ว่าตำรวจจำนวนไม่น้อยมีความเจ็บช้ำแสนสาหัสต่อการตกอยู่ภายใต้ระบบงานที่ไร้ประสิทธิภาพอันเนื่องมาจากความล้มเหลวของการบริหารงานบุคคลในการแต่งตั้งบุคคลที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมมาเป็นหัวหน้าสถานีตำรวจ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น การปฏิรูประบบงานตำรวจย่อมหมายถึง การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนด้านการบริหารงานบุคคลให้ดำรงอยู่ได้ด้วยระบบคุณธรรมอย่างแท้จริงใช่หรือไม่? หัวหน้าสถานีตำรวจต้องมีความรอบรู้ มีประสบการณ์ในการทำงานทั้งงานสอบสวน งานสืบสวน งานป้องกันปราบปราม งานจราจร งานกิจการพิเศษ และงานอำนวยการมาอย่างชนิดที่ลูกน้องได้ยินแค่ชื่อก็นึกถึงผลงานที่นายตำรวจท่านนั้นได้กระทำมาใช่หรือไม่? ไม่ใช่แค่เป็นตำรวจหน้าห้องหรือตำรวจติดตามนายก็สามารถมาเป็นหัวหน้าสถานีตำรวจได้อย่างรวดเร็ว แต่ไร้ผลงาน ดีแต่ทำหน้าหล่อโชว์สื่อไปวันๆ

               ปัญหาของงานสอบสวนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างหรือเป็นปัญหาที่ระบบงานและการบริหารจัดการ? การแยกงานสอบสวนไม่ว่าจะเป็นไปในรูปแบบใดก็ตาม จำเป็นต้องตอบโจทย์ 2 ประเด็นสำคัญให้ได้คือ

               1.ประชาชนได้อะไรจากการแยกงานหรือปฏิรูปงานสอบสวนนั้น ซึ่งเป้าหมายคือ ประชาชนต้องมีที่พึ่งเมื่อเดือดร้อนถูกคนรังแกมีตำรวจคอยช่วยเหลือ เอาใจใส่จริงจัง รับเรื่องทุกข์ร้อนมาดำเนินการอย่างเต็มที่ มิใช่ทำหน้าที่เพียงรับแจ้งความแล้วทิ้ง เพราะไม่มีใครสานต่อเนื่องจากสังกัดคนละหน่วย คนละงาน จะเห็นได้ว่า ในที่สุดกรรมจะตกอยู่กับพนักงานสอบสวนอีก เพราะงานคดีจะค้างมากขึ้นและโดดเดี่ยวมากกว่าเดิม

               2.ต้องแยกให้ออกระหว่างอิสระในการดำเนินคดีและลงความเห็นทางคดี กับอิสระทางการปกครองบังคับบัญชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับสถานีตำรวจ ยิ่งหากหน่วยงานใดมีหัวหน้า 2 คน ที่ชั้นยศและตำแหน่งเท่าเทียมกัน ก็จะทำให้ขาดเอกภาพในการบังคับบัญชาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

               “ขนาดเป็นผู้บัญชาการที่มีอำนาจการสอบสวนเต็มๆ โทรไปติดตามข้อมูลคดี หวังให้คำแนะนำ หัวหน้าสถานีบางแห่งยังหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับสายเลย แล้วนี่ถ้าไม่มีอำนาจอะไรเลย จะสั่งงาน จะทำงานร่วมกันในการสอบสวนดำเนินคดีได้อย่างไร?” คำถามนี้น่าคิด

               ขอขอบคุณแทนประชาชนกับเสียงเข้มๆ ที่หนักแน่นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ว่า

               “ใจเย็นๆ...เรื่องตำรวจเดี๋ยวจัดการเอง”