
จุดเริ่มต้นของจุดจบ
จุดเริ่มต้นของจุดจบ : ขยายปมร้อน ขนิษฐา เทพจร
�������������� เป็นกระแสแรงไม่น้อย สำหรับข้อเสนอ ของกลุ่มสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) นำโดยไพบูลย์ นิติตะวัน, สิระ เจนจาคะ และ วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา ให้ยืดโรดแม็พรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อีก 2 ปีจากกำหนดเดิมที่จะสิ้นสุดปลายปี 2558 นี้
�� �
�������������� นั่นเป็นเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. แบ่งรับแบ่งสู้ และไม่ปฏิเสธอย่างเด็ดขาดต่อที่ประชุมสัมมนาถึงผลงานรัฐบาล เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ต่อข้อเสนอ-วิธีของการต่ออายุ คือ ทำประชามติถามความเห็นประชาชนว่าจะยืดวาระงานปฏิรูปออกไป 2 ปี ก่อนการเลือกตั้งรอบใหม่หรือไม่ แถมยังสำทับให้ทุกท่าน หมายถึง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.), สปช. ที่เข้าประชุมไปหาวิธีการมา และพร้อมอยู่หากคนไทยทั้งประเทศในฐานะผู้กำหนดอนาคตตนเองเห็นชอบ
�� �
�������������� แม้คล้อยหลังจากคำพูดนั้นไม่กี่ชั่วโมง พล.อ.ประยุทธ์ จะบอกว่าที่เอ่ยไปเพราะให้เกียรติสมาชิกสนช., สปช. ในฐานะที่เป็นผู้นำ ซึ่งไม่ได้แปลว่าตอบรับข้อเสนอ
�� �
�������������� แต่จนถึงวันนี้... ประเด็นถูกโหมกระแสไปไกล ทั้งในสภา ที่ สปช.กลุ่มใหญ่ ออกมาเคลื่อนไหวระดมแนวคิด-วิธีการให้บรรลุเป้าหมาย อาทิ ข้อเสนอของ วันชัย สอนศิริ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สปช. ที่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 เพื่อเปิดทางทำประชามติ ถามความต้องการของประชาชน และเมื่อประชามติผ่าน ให้กำหนดว่าการปฏิรูปด้านใดบ้าง คือโจทย์ที่ต้องทำให้สำเร็จ
�� �
�������������� รวมถึงใช้เวทีพูดจาระดับกลุ่มสปช.ที่มีการเช็กเสียงสนับสนุน-เสียงคัดค้าน ประเด็นนี้ หัวเรือใหญ่ เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. ยอมรับถึงการเตรียมประชุม สปช.ระดับแกนนำชั้นหัวกะทิในสัปดาห์นี้ เพื่อคิด-วิเคราะห์-หาแนวทางตามคำร้องขอของ นายกฯ โดยวางโจทย์ว่า หากจะต่อวาระการปฏิรูปให้สำเร็จ ซึ่งพ่วงกับการให้ คสช.อยู่ต่อจะทำได้อย่างไร และไม่ให้เป็นที่ครหาว่า ทำเพื่อสืบทอดอำนาจตนเอง หรือเครือข่ายแม่น้ำ 5 สาย รวมถึงสร้างการยอมรับและทำให้การปฏิรูปประเทศหวังผลเป็นรูปธรรมได้จริง
�� �
�������������� โจทย์หนึ่งที่ดูเหมือนจะรักษาภาพได้มากที่สุด คือ ให้สปช.เร่งแผนการปฏิรูปออกมาให้สมบูรณ์ที่สุด ภายใต้โรดแม็พเดิมที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ส่วนกลไกสานงานต้องพึ่งรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ให้เป็นไปได้ว่าจะกำหนดกลไก อาทิ กรรมการชุดหนึ่งมาทำหน้าที่แทน สปช. ที่ต้องอำลาตำแหน่ง
�� �
�������������� ขณะที่งานของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ มีประเด็นที่พิจารณาภายใต้กรอบเดียวกัน หลังจากรับข้อเสนอของ วรวิทย์ ที่ให้แก้มาตรา 308 ของร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อกำหนดให้ในคราวแรกของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญใหม่ให้จัดการออกเสียงประชามติถามประชาชนว่าต้องการปฏิรูปให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปีก่อนประกาศเลือกตั้งหรือไม่ หากประชามติผ่าน ขั้นตอนคืองดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราที่ว่าด้วยการจัดการเลือกตั้งไว้พิจารณา แม้ท่าที ทีมยกร่างรัฐธรรมนูญ ยังไม่ชัดว่าจะนำข้อเสนอไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรหรือไม่ แต่ไม่ปรากฏภาพการปฏิเสธข้อเสนอ
�� �
�������������� ดังนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ทั้งสภาปฏิรูป-งาน วางกติกาสูงสุดของบ้านเมือง เตรียมสร้างกลไกไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเพื่อสนองวาระยืดอายุรัฐบาล คสช. ให้เป็นจริง !!
�� �
�������������� ส่วนความเคลื่อนไหวระดับประชาชน ถูกโหมกระแสภายใต้เครือข่ายกลุ่มบ้านทรงไทย แจ้งวัฒนะ ที่มี พระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม แกนนำสำคัญของหัวขบวนมวลมหาประชาชน พร้อมกับ สิระ ที่ล่าสุดได้ส่งแบบฟอร์มไปยังมวลชนไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคน ร่วมลงชื่อและแปรเป็นแรงหนุนที่เป็นรูปธรรม ก่อนยื่นต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ให้คิด-ตัดสินใจนำประเด็นไปถามประชาชนว่าต้องการให้ปฏิรูปประเทศให้แล้วเสร็จก่อนจัดการเลือกตั้งหรือไม่ ในรูปแบบประชามติที่รัฐบาลมีอำนาจ
�� �
�������������� แม้ความเคลื่อนไหวของประชาชนในเครือข่ายลูกศิษย์หลวงปู่พุทธะอิสระ จะไม่แจ่มชัด..แต่เชื่อแน่ว่าจะทำได้ เพราะเล็งเห็นภาพลางแห่งอนาคตไว้แล้วว่า จะทำให้ คณะรัฐบาล ตัดสินใจเดินตามข้อเรียกร้องอย่างเสียไม่ได้
�� �
�������������� เมื่อแรงหนุน และแรงส่ง ผลักดันให้ ประชามติต่ออายุ เป็นจริง คงปฏิเสธไม่ได้ว่ากระบวนการประชามตินั้น คือการสร้างภาพความชอบธรรม แม้จะมีตัวหลอกว่าต้องทำตามความตั้งใจของ มวลมหาประชาชน ที่ออกมาชุมนุมเต็มเมืองหลวงเพียงไร ก็อย่าลืมว่ายังมีผู้ที่เห็นต่าง! ทั้งฝ่ายต่อต้านการรัฐประหาร
�� �
�������������� หรืออย่างกลุ่มอดีตกองหนุน ศรีสุวรรณ จรรยา ในนามเลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ที่ออกแถลงการณ์คัดค้าน พร้อมเตือนให้ระวังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬจะกลับมาซ้ำรอย
�� �
�������������� สัญญาณที่สื่อออกมา ทั้งหนุน ทั้งต้าน ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าจุดเริ่มต้นการอยู่ต่อ...อาจนำไปสู่จุดจบที่ไม่สวยของรัฐบาล คสช. และเครือข่ายในอนาคต
�



