คอลัมนิสต์

กงล้อประวัติศาสตร์ติดหล่ม

กงล้อประวัติศาสตร์ติดหล่ม

08 มิ.ย. 2558

กงล้อประวัติศาสตร์ติดหล่ม : กระดานความคิด คนข่าวชายขอบ

               คำว่า "กงล้อประวัติศาสตร์" อาจดูเป็นคำใหญ่ คำหลวง ที่ถูกนำไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ทางการเมือง โดยผ่านมุมมองและจุดยืนของแต่ละคน
    
               ถ้ามีแนวคิดแบบซ้ายหน่อยๆ ก็จะเชื่อว่า "กงล้อประวัติศาสตร์จะหมุนขยี้คนที่ฝืนกระแสประชาชนส่วนใหญ่ ฝืนกระแสธารประวัติศาสตร์ ไม่ปรับตัวตามประวัติศาสตร์จนสิ้นซาก"
    
               ตรงกันข้ามกับแนวคิดแบบขวาๆ ที่มองว่า "กงล้อประวัติศาสตร์ หากใช้ผิดวิธีและผิดความหมาย เราก็ไม่ได้ย้อนไปดูอดีตเพื่อสร้างอนาคต แต่จะนำอดีตมาใช้สร้างปัญหาเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า"
    
               ส่วนคนทั่วไป ก็จะบอกว่า "กงล้อประวัติศาสตร์ชาติ มันก็หมุนอยู่เรื่อยๆ หมุนวนไปวนมา แต่ไม่เคย หมุนออกนอกวงแต่อย่างใด"
    
               สภาพที่เป็นจริงของการเมืองไทย ในรอบ 50 ปีนี้ นับจากการรัฐประหาร โดยคณะปฏิวัติ ของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อปลายปี 2500 จนถึงการรัฐประหาร โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ สะท้อนกงล้อประวัติศาสตร์บ้านเรา ก็ยังหมุนวนอยู่ที่เดิม สลับกันระหว่าง "เผด็จการ" กับ "ประชาธิปไตย" ราวกับว่ามันเป็นสูตร "การเมืองสามช่า" จังหวะนี้ไม่มีเปลี่ยน
    
               อำนาจเผด็จทหารปกครองประเทศมายาวนาน จนกระทั่งหลังวันที่ 14 ตุลาคม 2516 จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ อันนำไปสู่ช่วงเวลาของ "ประชาธิปไตยเชิงอุดมการณ์"
    
               เมืองไทยโชคร้าย ไม่มีโอกาสเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ เนื่องจากตั้งแต่ปี 2517 จนถึงปลายปี 2519 มีการต่อสู้ที่ดุเดือดเลือดพล่านของ "อุดมการณ์สังคมนิยมแบบซ้าย" กับ "อุดมการณ์ชาตินิยมฝ่ายขวา" และกลายเป็นเงื่อนไขให้คณะทหารทำการรัฐประหาร เพื่อยับยั้งการเติบใหญ่ของขบวนการสังคมนิยม และองค์กรปฏิวัติที่ยึดกุมแนวคิดเหมา เจ๋อ ตง
    
               ประกอบกับสถานการณ์ภายนอก เกิดการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินในสามชาติอินโดจีน ส่งผลให้ "ชนชั้นนำ" ต้องขยับหมากเกมการเมืองใหม่ มิอาจเลือกข้าง "มหาอำนาจวอชิงตัน" แต่ฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป ต้องสร้างดุลอำนาจใหม่ในภูมิภาคแหลมทอง
    
               เมื่อชนชั้นนำไทยบรรลุข้อตกลงทางการเมืองกับ "มหาอำนาจปักกิ่ง" สถานการณ์การเมืองภายในก็ปรับเข้าสู่โหมด "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" ระหว่างปี 2523-2531 ซึ่งอำนาจอธิปไตยอยู่ที่กลุ่มข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการทหารกับกลุ่มนักการเมืองจำนวนหนึ่ง
    
               พ้นจากเงาประชาธิปไตยครึ่งใบได้ไม่นาน ก็เกิดรัฐประหารในช่วงต้นปี 2534 แต่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ เกิดละล้าละลังว่าจะเอายังไงดีกับการสืบทอดอำนาจ จึงเกิดอาการลักลั่น เมื่อ "ขุนทหาร" บางกลุ่มไปสมคบกับนักเลือกตั้งลุยสมรภูมิการเมือง
    
               ระหว่างนั้น มีปรากฏการณ์ "นักการเมือง" จับมือ "นักวิชาการ-นักศึกษา" ต้านการสืบทอดอำนาจของคณะทหาร และบังเอิญเชื้อไฟ "เสียสัตย์เพื่อชาติ" จุดติด เลยบานปลายกลายเป็นเหตุจลาจลนองเลือด
    
               หลังจากการเลือกตั้งทั่วไป 13 กันยายน 2535 ประเทศไทยเข้าสู่โหมด "ประชาธิปไตยของนักเลือกตั้ง" โดยมีนายกรัฐมนตรี ที่มาจากพรรคการเมืองใหญ่ 3-4 พรรค และมีแนวโน้มจะเป็นการเมืองแบบ "สองพรรค" แต่เกิด "ปรากฏการณ์ต้านทักษิณ" ขึ้นมาอย่างกะทันหัน สุดท้ายกลายเป็น "รัฐประหารเชิงสัญลักษณ์" โดยคณะทหาร ที่ทั้งชีวิตมิคิดฝันจะทำสิ่งนี้มาก่อน
    
               สถานการณ์โลกยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้คณะทหารต้องคืนสู่ประชาธิปไตยโดยเร็ว แต่ความขัดแย้งในหมู่ประชาชนนับวันยิ่งขยายตัว เสมือน "ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน" ระหว่างความเชื่อเรื่อง "เกลียดทุนสามานย์" กับ "ชิงชังอำมาตย์"
    
               กลางปี 2557 การรัฐประหารก็เกิดขึ้น พร้อมกับการจัดระเบียบประเทศใหม่ภายใต้อำนาจ คสช. เหมือนย้อนรอยสมัยการปกครองบ้านเมืองโดย "คณะปฏิวัติ" ของจอมพลสฤษดิ์
    
               มาถึงวันนี้ คณะรัฐประหาร 2557 ไม่เหนียมอายเหมือนคณะรัฐประหาร 2534 จึงประกาศ "ต่ออายุ" ด้วยเกมประชามติ เพื่อการสถาปนาอำนาจใหม่ไปอีกอย่างน้อย 2 ปี จึงจะเปิดทางให้มีการเลือกตั้ง
    
               คณะทหารโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรียนรู้ความผิดพลาดมาจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน จึงไม่ยอมให้มีการเลือกตั้ง โดยไม่มีการปฏิรูปประเทศเสียก่อน
    
               ขณะเดียวกันก็น่าคิดว่า ภูมิศาสตร์การเมืองไทยมันเปลี่ยนไปมากแล้ว ประชาชนที่เคย "เกลียดอำมาตย์" ทุกวันนี้ได้แสดงตัวอย่างชัดแจ้ง และพวกเขาก็ยังไม่เปลี่ยนความคิด
    
               นี่แหละ..กงล้อประวัติศาสตร์กำลังจะหมุนมาที่เดิมหรือไม่? ประเทศไทยได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ "จลาจลนองเลือด" ที่ผ่านมาในรอบ 50 ปีบ้างหรือไม่?