คอลัมนิสต์

ยิ่งลับ ก็ยิ่งรั่ว

ยิ่งลับ ก็ยิ่งรั่ว

05 มิ.ย. 2558

ยิ่งลับ ก็ยิ่งรั่ว : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 5 มิถุนายน 2558

               ดูเหมือนว่า การมอบตัวของพล.ท.มนัส คงแป้น ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ตามที่ศาลจังหวัดนาทวีอนุมัติหมายจับ ในข้อหาร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปกระทำการอันเป็นการค้ามนุษย์ หรือที่เรียกกันว่าคดีโรงฮิงญาและข้อหาอื่นๆ อีกหลายคดี จะทำให้เห็นว่า คดีค้ามนุษย์เดินมาถึงเกือบสุดปลายทาง เพราะเริ่มสืบสาวถึงผู้ต้องหาระดับ "มาสเตอร์มายด์" อันเป็นที่คาดหมายกันก่อนหน้าว่า ขบวนการนี้น่าจะมี "คนมีสี" เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยไม่มากก็น้อย เพราะการกระทำผิดในรูปแบบนี้ เป็นเรื่องยากยิ่งที่คนเดินดินกินข้าวแกงจะลงมือได้เพียงลำพัง หลังจากที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวนได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาไปแล้วหลายรายด้วยกัน ทั้งนักการเมืองท้องถิ่น พ่อค้านักธุรกิจในพื้นที่ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมด้วยอีกเป็นทิวแถว

               สำหรับการดำเนินคดีกับพล.ท.มนัส นั้นมีคำเปรียบเปรยกันว่าก็เหมือน "หยิกเล็บเจ็บเนื้อ" เพราะพล.ท.มนัสเป็นนายทหารแห่งกองทัพบก หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งให้ดำเนินมาตรการอย่างเฉียบขาดเพื่อปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ สืบเนื่องจากกรณีพบศพชาวโรฮิงญาอย่างน้อย 32 ศพในพื้นที่หมู่ 8 บ้านตะโล๊ะ ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ซึ่งเท่ากับเป็นการตอกย้ำให้เห็นภาพของขบวนการค้ามนุษย์ เหมือนความวัวไม่หายความควายก็เข้ามาแทรกเพราะก่อนหน้านั้นสำนักงานเพื่อการติดตามและการต่อสู้กับการค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่รายงานสถานการณ์ค้ามนุษย์ อันเป็นผลให้ลดระดับความพยายามในการตอบสนองต่อการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ของไทยไปอยู่ระดับเทียร์ 3 ซึ่งจะส่งผลต่อการแซงชั่นอุตสาหกกรรมประมงของไทย สร้างความเสียหายต่อชาติใหญ่หลวง

               การดำเนินการมาตรการดังกล่าวอย่างเอาจริงเอาจัง สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวนมากโดยเฉพาะ "คนมีสี" รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศของไทยมีความเชื่อว่า น่าจะเป็น "ผลงาน" อันเป็นใบรับประกันความจริงใจของไทยในความพยายามต่อสู้และปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งที่สุดก็จะปลดประเทศไทยออกจากบัญชีการเฝ้าระวังระดับเทียร์ 3 อย่างไรก็ตาม เรื่องราวคงไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะต้องยอมรับว่า ปัจจุบันอำนาจรัฐถูกควบคุมโดยกองทัพจากการรัฐประหาร ทหารและตำรวจซึ่งอยู่ในอำนาจก็ถือว่าอยู่ในลำดับต้นๆ ของกระบวนการยุติธรรม ก่อนที่สำนวนการสอบสวนคดีความจะส่งผ่านไปถึงอัยการและศาล ซึ่งกองทัพกับรัฐบาลทหารก็จะต้องแสดงให้เห็นอีกขั้นหนึ่งว่า ได้ดำเนินการโดยโปร่งใส ไม่ลูบหน้าปะจมูก ในระหว่างทาง

               กระนั้่น นอกจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าดังกล่าวมาแล้ว ในระยะยาว รัฐบาลโดยเฉพาะกองทัพและฝ่ายความมั่นคงก็น่าจะต้องทบทวนการดำเนินนโยบายแบบ "พิเศษ"  เช่นที่มีบางหน่วยขอใช้งบประมาณลับเพื่อผลักดันโรฮิงญาออกจากราชอาณาจักรเพื่อแก้ปัญหาการพักพิงในประเทศไทย เพราะถ้าใช้การจับกุมในฐานะลักลอบเข้าเมืองจะไม่สามารถส่งกลับประเทศต้นทางได้ เนื่องจากพม่าและบังกลาเทศไม่ยอมรับ อีกทั้งยังถูกนานาชาติกดดันให้ประเทศไทยตั้งศูนย์พักพิงชาวโรฮิงญาขึ้นมา ซึ่งที่สุดภาระก็จะตกกับประเทศไทยอย่างไม่อาจจะหลีกเลี่ยง แต่นโยบายแบบนี้ได้กลายเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่รัฐร่วมกับนักการเมืองและฝ่ายปกครองบางรายแสวงหาประโยชน์ดังที่เห็นเป็นประจักษ์ เข้าลักษณะยิ่งลับก็ยิ่งรั่ว หรือพูดอีกอย่างก็คือ แผนการใหญ่มักเกิดความเสียหายขึ้่นบ่อยๆ ในกระบวนการที่เรียกขานกันว่า ปฏิบัติการลับ