
เมื่อทักษิณห่างจากมวลชน
เมื่อทักษิณห่างจากมวลชน : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น
เมื่อ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” ออกมาเคลื่อนไหวให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อเกาหลีใต้ วิพากษ์การทำรัฐประหารในประเทศไทย ว่าเป็นความร่วมมือของคนหลายฝ่าย หลายพวก เข้าทำนอง “รุมกินโต๊ะ” และแน่นอนว่าล่วงล้ำก้ำเกินเข้าไปในอาณาเขตที่ คสช.ยอมไม่ได้ จึงทำให้เกิดปฏิบัติการ “เอาคืน” ตามมาติดๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นการถอนพาสปอร์ต หรือถอดยศ และทำให้คนที่เกี่ยวข้องกับเขาหนาวๆ ร้อนๆ ว่าจะโดนหางเลขด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่ขณะนี้ยังมีคดีค้างอยู่ในศาล
ทำให้ “ทักษิณ” ต้องออกมาผ่อนคลายสถานการณ์ โดยการโพสต์ภาพตัวเองนั่งสมาธิ พร้อมข้อความว่า “หลังจากได้อุ้มหลานที่สิงคโปร์ วันนี้กลับมาอยู่ดูไบแล้ว ได้มีเวลานั่งสมาธิ เช่นเดียวกับวันว่างทุกวันที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้ได้เพิ่มการแผ่เมตตา ให้แก่ผู้มีอำนาจทั้งหลาย ได้พ้นจากความโลภ โกรธ หลง เพื่อจะได้มีสติปัญญาในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง สร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่บริหารแต่อำนาจและสร้างความแตกแยกให้มากยิ่งขึ้น”
"สำหรับผมเชื่อในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า “ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง" คือทุกสิ่งไม่มีอยู่จริง เมื่อเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป พาสปอร์ตก็เช่นกัน ก็ไม่อยากให้เป็นเรื่องวุ่นวายใหญ่โตอะไรกันมากมาย ผมก็ยังเป็นคนเดิมจนกว่าจะลาโลกไป อยากให้คนไทยมีเมตตาต่อกัน กฎหมายและปืนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ นอกจากเมตตา เท่านั้น"
ขณะที่ “ยิ่งลักษณ์” ก็โพสต์เฟซบุ๊ก เป็นรูปที่เธอใช้เวลาว่างในการปลูกเห็ด พร้อมทั้งข้อความในเชิงธรรมะว่า “ว่างเว้นจากงาน ก็หางานอดิเรกใหม่ นอกจากปลูกผักปลอดสารพิษแล้ว ก็มาต่อด้วยการเพาะเห็ดรับประทานเองที่บ้าน ทำให้ร่างกายได้พัก และทานของเพื่อสุขภาพบ้าง ก็รู้สึกดีนะคะ โดยเฉพาะการใช้ชีวิตเรียบง่าย ธรรมดาๆ คือความสุขที่เกิดมาข้างใน มากกว่าความสุขที่เป็นของนอกกาย ไม่จีรัง ยั่งยืนค่ะ ทำให้อดคิดถึง พี่น้องเกษตรกรไม่ได้ ตอนนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง ขอส่งกำลังใจไปถึงด้วยนะคะ”
นัยว่าต้องการให้เห็นชีวิตธรรมดา ที่ไม่ต้องการความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งต่างจากขั้วตรงข้ามที่รุกไล่ ไม่เพียงแต่ผู้ที่มีอำนาจเท่านั้นหากแต่ผู้สนับสนุนกลับดาหน้าออกมาอย่างพร้อมเพรียง และเรียกร้องให้ดำเนินการ “ขั้นกว่า” กับพวกเขา
ขณะที่ฝ่ายที่เห็นต่างจากผู้มีอำนาจโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ แม้จะมีความรู้สึกกับการกระทำเช่นนี้อยู่บ้าง แต่กลับไม่แสดงอะไรออกมา เช่นเดียวกับคนเสื้อแดงจำนวนมาก ที่แทบจะไม่เคลื่อนไหว มีเพียงคนที่ใกล้ชิดกับ “ทักษิณ” เท่านั้นที่ออกมาขยับ
ขณะที่รัฐเองนั้นก็ใช่ว่าจะวางใจถึงขนาดมีหนังสือให้ระวังสถานการณ์หลังจากที่ “ถอนพาสปอร์ต-ถอดยศ”
คำถามคืออะไรที่ทำให้สถานการณ์อยู่ในสถานะเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการควบคุมสถานการณ์และมวลชนอย่างดีเยี่ยมของ คสช. ซึ่งนับจากวันที่พวกเขาเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศ ได้เข้าไปควบคุมความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ แกนนำถูกจับตาและไม่เปิดโอกาสได้เคลื่อนไหว หรือหากใครเคลื่อนไหวก็จะถูกเชิญไปปรับ “ทัศนคติ” โดยไม่เว้นว่าเป็นการเคลื่อนไหวระดับชาวบ้าน หรือเคลื่อนไหวระดับแกนนำทางความคิด
แต่อีกสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือท่าทีของ “ทักษิณ” ที่ผ่านๆ มา เป็นการผลักมวลชนให้ออกห่างจากตัวเขาไปเรื่อยๆ ทั้งที่ในอดีตเขามี “ประชาชน” เป็นดั่งผนังทองแดงกำแพงเหล็ก และประชาชนก็มีเขาเป็นเหมือนสัญลักษณ์ประชาธิปไตย
แต่เวลาที่ผ่านไปเขากลับไม่ได้แสดงศักยภาพของผู้นำประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ ข่าวลือเรื่องการเจรจาต่อรองหรือ “ซูเปอร์ดีล” ออกมาเรื่อยๆ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เข้าเค้าว่าข่าวลือคล้ายจะจริง
จนกระทั่งการรวบรัดเสนอ “ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย" ทำให้มวลชนเห็นว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ได้คิดอะไรที่ไกลกว่าตัวเอง และด้วยความต้องการเช่นนั้นทำให้ผู้ที่สมควรจะได้รับนิรโทษกรรม กลับไม่ได้เพราะทั้งหมดถูกนำไปผูกติดกับตัว "ทักษิณ" เสียแล้ว
หรือกระทั่งเมื่อเกิดการรัฐประหาร “ทักษิณ” กลับไม่ได้แสดงความพยายามที่จะต่อสู้กับอำนาจที่มาโดยไม่ถูกต้อง มีแต่การเรียกร้องให้หยุดรอ และไม่ได้มีท่าทีว่ากลุ่มการเมืองของพวกเขาจะหวงแหนอำนาจที่ประชาชนมอบให้มาแต่อย่างใด
ด้วยวิธีคิดและการกระทำเช่นนี้ทำให้เขาลอยออกห่างจากมวลชนออกไปเรื่อยๆ
น่าเชื่อว่าหากมีการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในครั้งต่อไป “ทักษิณ” จะไม่ใช่ตัวชูโรงหรือเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เหมือนที่ผ่านมา หากแต่เขาจะเป็นเพียงผู้ติดสอยห้อยตามขบวนประชาชนเท่านั้น



