คอลัมนิสต์

สัญญาณอันตราย

สัญญาณอันตราย

02 มิ.ย. 2558

สัญญาณอันตราย : บทบรรณาธิการ 2 มิ.ย. 58

 
                      เมื่อเปรียบเทียบหายนภัยระหว่างอุทกภัยกับภัยแล้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตามการรับรู้ได้ของสังคมแล้ว จะพบว่า เกือบทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับปัญหาอุทกภัยมากกว่า อาจเป็นเพราะว่า เป็นภัยธรรมชาติที่แลเห็นความเสียหายที่สามารถประเมินเป็นราคาออกมาได้ อย่างเช่น มหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ที่สำคัญก็คือ ภัยประเภทนี้ส่งผลกระทบต่อทุกชั้นชนในสังคม ไม่เว้นยากดีมีจน คนในชนบท หรือในเมืองใหญ่ใจกลางนคร ขณะที่ภัยแล้งกลับถูกมองว่าเป็นภัยของภาคเกษตรกรรมเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งที่ความเสียหายก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าภัยจากน้ำท่วม โดยเฉพาะผลกระทบในระยะยาวที่อาจไม่สามารถมองได้ด้วยตาเปล่าเหมือนยามที่น้ำเหนือหลากท้นเข้าท่วมเมือง หมู่บ้านจัดสรร และนิคมอุตสาหกรรม
 
                      ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว สถานการณ์ภัยแล้งในประเทศไทยจะสร้างความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม อย่างที่จับต้องได้ทันทีก็คือการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ลำดับถัดมาคือ จะส่งผลกระทบด้านการผลิตทางการเกษตรที่ต้องพึ่งพิงแหล่งน้ำตามธรรมชาติ แม้ว่าทุกวันนี้ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมรายใหญ่รายหนึ่ง แต่ในอีกด้านนั้น ประเทศไทยก็เป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากการเกษตรที่สำคัญในตลาดโลก เมื่อเกิดปัญหาภัยแล้งขึ้นในปีใดก็แน่นอนว่า จะส่งผลถึงตัวเลขส่งออกสินค้าเกษตรและรายได้เข้าประเทศ ขณะเดียวกัน เมื่อวิเคราะห์ผลกระทบทางสังคมก็จะพบว่า ภัยแล้งทำให้เกิดการอพยพ ละทิ้งที่ดินทำกินไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมหรือขายแรงรายวัน อันส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ตามมาอีกมากมายหลายมิติ
 
                      กล่าวสำหรับสถานการณ์ภัยแล้งปี 2558 ที่มีแนวโน้มว่าจะทอดยาวไปถึงฤดูฝน เพราะเมื่อสิ้นสุดฤดูแล้งเมื่อประมาณต้นเดือนพฤษภาคม กลับปรากฏว่า ปริมาณการกักเก็บน้ำในอ่างของเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศยังอยู่ในระดับต่ำกว่าครึ่ง และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น กล่าวคือ สภาพน้่ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมาพบว่า เขื่อนในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งจะทำหน้าที่ส่งน้ำมายังภาคกลาง มีน้ำในอ่างเก็บน้ำ 36% ใช้การได้จริง 9% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีน้ำในอ่างเก็บน้ำ 35% ใช้การได้จริง 15% ภาคกลาง มีน้ำในอ่างเก็บน้ำ 19% ใช้การได้จริง 15% ภาคตะวันตก ซึ่งเป็นที่ตั้งเขื่อนศรีนครินทร์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ มีน้ำในอ่างเก็บน้ำ 60% แต่สามารถใช้การได้จริงแค่ 10% เท่านั้น ภาคตะวันออกมีน้ำในอ่างเก็บน้ำ 32% ใช้การได้จริง 25% และภาคใต้ มีน้ำในอ่างเก็บน้ำ 69% ใช้การได้จริง 48% รวมทั้งประเทศสามารถใช้การได้แค่ 15% เท่านั้น
 
                      กล่าวสำหรับเขื่อนภาคตะวันตกที่ จ.กาญจนบุรี แม้จะมีมากถึง 60% แต่ก็ใช้การได้เพียง 10% เพราะเขื่อนใหญ่แห่งนี้ มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนน้ำจืดเพื่อการอุปโภคและบริโภค จึงต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบถึงน้ำดิบที่จะนำมาผลิตประปาทั้งสำหรับครัวเรือนในเมืองและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งหากปัญหาภัยแล้งกินเวลายาวนานออกไปอีกนับเดือนก็คาดการณ์แนวโน้มได้ว่า จะเกิดวิกฤติขึ้นกับการอุปโภคบริโภคในส่วนอื่นๆ ด้วย หลังจากที่ภาคเกษตรกรรมได้รับความเสียหายบางส่วนล่วงหน้าไปแล้ว การบริหารจัดการปัญหาภัยแล้งจึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติการเชิงรุก โดยไม่ฝากหวังกับธรรมชาติมากเกินไป เพื่อบรรเทาความเสียหายที่อาจจะแผ่เป็นวงกว้าง ไม่เว้นภาคอุตสาหกรรมหรือเกษตรกรรม ในเมือง หรือชนบท