คอลัมนิสต์

แก้โรฮิงญาในแบบฉบับของความมั่นคง

แก้โรฮิงญาในแบบฉบับของความมั่นคง

02 มิ.ย. 2558

ขยายปมร้อน : แก้โรฮิงญาในแบบฉบับของความมั่นคง : โดย...ศรุติ ศรุตา

 
                      ผลการประชุมเพื่อแก้ปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ดูเหมือนจะไม่เป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดาองค์กรเอกชนเท่าใดนัก
 
                      นั่นอาจเป็นเพราะความคาดหวังขององค์กรเอกชนนั้นต้องการเห็นความชัดเจนยั่งยืนที่ไม่ใช่เพียงแค่ระดับการแก้ไขปัญหา หากแต่เป็นระดับของการยุติปัญหา
 
                      แต่ถ้ามองในมุมของ “ประเทศไทย” หรือมุมของ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ แล้ว การประชุมร่วมกัน 17 ประเทศที่เกี่ยวข้อง 3 ประเทศร่วมสังเกตการณ์ และอีก 4 องค์กรระดับนานาชาติที่เกี่ยวข้อง นับเป็นความสำเร็จได้ในระดับสำคัญเลยทีเดียว
 
                      เป็นการแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้ละเลยต่อปัญหาการค้ามนุษย์ เหมือนอย่างที่ถูกกล่าวหา เห็นได้จากทันทีที่เข้ามายึดอำนาจ ก็จัดการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่แฝงอยู่กว่า 1.6 ล้านคน และเมื่อจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ก็เริ่มแก้ไขกฎหมาย ออกระเบียบ จัดการกับแรงงานและเรือประมง
 
                      เรียกได้ว่า ประเทศไทยไม่เพียงสามารถโน้มน้าวให้โลกหันมาดูปัญหานี้ แต่ยังให้เข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาด้วย
จริงอยู่ผู้อพยพเหล่านั้นมี 2 กลุ่ม หนึ่งก็คือมาเพื่อขายแรงงาน ส่วนอีกหนึ่งเพราะไม่ได้รับการยอมรับว่า เป็นพลเมืองของประเทศ
 
                      ในฐานะเพื่อนบ้านที่มั่นคงต่อนโยบาย “ไม่แทรกแซงกิจการภายใน” แต่เมื่อปัญหาภายในประเทศนั้นทำให้ประเทศไทยตกที่นั่งลำบาก ก็จำเป็นที่จะต้องดิ้นให้หลุดพ้นจากหล่มเหวนี้ ก็คือ ดึงโลกมารับรู้ความจริง
 
                      ไทยเป็นเพียง “ทางผ่าน” ไม่ใช่ต้นตอของปัญหาและไม่ใช่ปลายทางของผู้อพยพ โดยเฉพาะ “มุสลิมโรฮิงญา”
 
                      น่าสนใจว่า นี่เป็นการแก้ปัญหาในแบบฉบับของทหาร ที่เริ่มตั้งแต่การจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว จากนั้นจึงยิงตรงไปยังประเทศที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะการร่วมกันแก้ปัญหามากกว่าจะโทษว่าเป็นความผิดของอีกฝ่าย
 
                      ก่อนหน้านี้ทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซีย ไม่ได้ทำอะไรจริงจังกับปัญหานี้เท่าใดนัก แต่ภายหลังการหารือร่วมกันของรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้ง 3 ประเทศ เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ทั้งมาเลเซียและอินโดนีเซียก็ยอมรับภาระผู้อพยพเป็นการชั่วคราว
 
                      นั่นเป็นเพราะอ่านขาดแล้วว่า มาเลเซีย เป็นประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งถือว่า “มุสลิมทั่วโลกมีกายเดียวกัน” และยังเป็นประธานอาเซียน ที่สำคัญ ปัญหาภายในมาเลเซียเองก็รุกเร้าให้รัฐบาลนาจิบ ราซัค แสดงจุดยืนบางอย่างเพื่อเรียกคะแนนเสียง
 
                      อินโดนีเซียเองก็ไม่ต่างกัน นอกจากประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม อินโดนีเซียยังต้องการแสดงให้เห็นศักยภาพของ “พี่เบิ้ม” ในภูมิภาคอาเซียนอีกครั้ง
 
                      แต่ที่ฝ่ายความมั่นคงของไทยเห็นมากกว่านั้นก็คือ ทั้งมาเลเซียและอินโดนีเซีย มีบางอย่างที่ “คุย” กับอเมริกาแล้วอเมริกาฟัง
 
                      ในส่วนของอเมริกาเอง ก็มุ่งมั่นที่จะคงอิทธิพลในภูมิภาคนี้อยู่แล้ว หากปฏิเสธมาร่วมงานนี้ ก็เท่ากับเปิดทางให้จีนเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้แทน “คลองกระ” ที่ร่ำลือกันในก่อนหน้านี้ ก็อาจจะเป็นจริงได้ในวันข้างหน้า โดยมีจีนเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ ซึ่งคงจะไม่เป็นผลดีต่ออเมริกาแน่ๆ
 
                      สำนวนฝรั่งมีอยู่ว่า “อย่าเผาสะพานของคุณ” และเชื่อว่า อเมริกา คงไม่ทำอย่างนั้นแน่
 
                      แล้วก็เป็นอย่างที่คาดเอาไว้ โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐแถลงในช่วงนั้นว่า อเมริกาจะเป็นผู้นำในการแก้ปัญหามุสลิมโรฮิงญา พร้อมกับส่งรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศของสหรัฐไปเจรจากับผู้นำพม่า
 
                      ในขณะที่จัดการปัจจัยภายนอกประเทศอยู่ การป้องกันตนเองก็เริ่มไปพร้อมๆ กัน โดยมอบหมายให้ กองบัญชาการกองทัพไทยเป็นแม่งานใหญ่ กองทัพเรือ เป็นหน่วยหลักในการปฏิบัติการ เพราะผู้อพยพมาทางทะเล มีการส่งเรือหลวงอ่างทอง ไปเป็นฐานปฏิบัติการพิเศษทางทะเล ให้ความช่วยเหลือผู้อพยพ
 
                      ตอกย้ำให้โลกรู้ว่า ประเทศไทยไม่ใช่ “ปลายทาง” เพื่อมาเป็นผู้ต้องหาในคดีหลบหนีเข้าเมือง และยังบอกด้วยว่า ผู้อพยพเหล่านั้นต้องการที่จะไป มาเลเซียและอินโดนีเซีย
 
                      น่าสนใจว่า หากเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะจัดการปัญหานี้ได้ครอบคลุมทุกด้านหรือไม่ เพราะปัญหามุสลิมโรฮิงญานั้น ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งมนุษยธรรม ความมั่นคง การเมืองระหว่างประเทศ และอาจจะครอบคลุมไปถึง ผลประโยชน์ทางธุรกิจของเอกชน
 
                      แม้องค์กรเอกชนจะยังไม่เห็นความสำเร็จที่แท้ แต่เม็ดเงินบริจาคที่เพิ่มขึ้นทั้งจากอเมริกา และออสเตรเลีย รวมทั้งการนัดหมายประชุมในระดับผู้นำของ 4 ประเทศคือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า และไทย ก็น่าจะเรียกได้ว่า แสงที่เห็นอยู่เบื้องหน้านั้น มันเป็น “ปลายอุโมงค์” อย่างแท้จริง
 
 
 
 
 
---------------------
 
(ขยายปมร้อน : แก้โรฮิงญาในแบบฉบับของความมั่นคง : โดย...ศรุติ ศรุตา)