
หลากมิติโรฮิงญา
01 มิ.ย. 2558
หลากมิติโรฮิงญา : บทบรรณาธิการ 1 มิ.ย. 58
เสร็จสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อยกับการประชุมว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย ที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยรับเป็นเจ้าภาพ ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม โดยมีผู้แทนระดับเจ้าหน้าที่จาก 17 ประเทศ ได้แก่ อัฟกานิสถาน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย พม่า ปากีสถาน บังกลาเทศ กัมพูชา อินเดีย อินโดนีเซีย ลาว อิหร่าน ปาปัวนิวกินี ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ไทย และเวียดนาม รวมทั้งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน(ไอโอเอ็ม) สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (โอซีเอชเอ) และประเทศผู้สังเกตการณ์ 3 ประเทศ คือ สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
แม้ตัวแทนประเทศที่เข้าร่วมประชุมจะเป็นเพียงเจ้าหน้าที่อาวุโสและระดับปฏิบัติการ ไม่ใช่ระดับรัฐมนตรี แต่ทุกคนก็มุ่งมั่นที่จะเยียวยาประชาชนจากบังกลาเทศและพม่า ซึ่งถูกเรียกว่า ชาวโรฮิงญา อพยพออกจากประเทศทั้งสองด้วยการนั่งเรือมาขึ้นฝั่งที่ประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เพื่อหลบหนีเข้าไปอยู่ในประเทศที่สาม ด้วยความเป็นอยู่ที่น่าเวทนาจากการลอยลำในเรือเล็กที่เต็มไปด้วยชาวโรฮิงญาทั้งลูกเด็กเล็กแดง ผู้หญิง คนชรา คนหนุ่มสาวกับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งข้อสรุปที่ออกมาในเบื้องต้นดูมีทิศทางบวก ไม่เพียงพม่า ต้นทางของปัญหา จะเข้าร่วมประชุมด้วยแล้ว แต่ยังมีความช่วยเหลือทางด้านการเงินจากสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียอีกจำนวนหนึ่ง ที่สำคัญอินโดนีเซียและมาเลเซีย ตกลงใจที่จะให้ที่พักพิงชั่วคราวแก่ผู้อพยพ 7,000 คนด้วย
ความชัดเจนในการช่วยเหลือผู้ย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดียในภาวะเร่งด่วน ที่ประชุมเห็นควรให้เพิ่มปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือผู้อพยพทางทะเลให้มากยิ่งขึ้น เพื่อความปลอดภัยในชีวิต และต้องให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐาน สามารถเข้าถึงผู้อพยพได้ รวมทั้งส่งต่อความช่วยเหลือจากประชาคมโลกไปให้องค์กรที่ทำหน้าที่รับมือกับผู้อพยพฉุกเฉิน นอกจากนี้เน้นการป้องกันการอพยพแบบไม่ปกติ การลักลอบ และการค้ามนุษย์แบบครอบคลุม เช่น ตรากฎหมายในการต่อสู้กับขบวนการค้ามนุษย์ให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อกำจัดอาชญากรรมข้ามชาติ อีกทั้งยังจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ด้วยการสร้างงาน เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ทำมาหากินในประเทศตัวเอง
นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของความร่วมมือที่หลายประเทศและองค์กรระดับโลกให้ความสำคัญเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาที่เรื้อรังมานานครึ่งศตวรรษ แสดงให้เห็นว่า ที่ผ่านมาไทยเองก็ไม่ได้นิ่งเฉยต่อปัญหาและมีการยึดมั่นในหลักการด้านสิทธิมนุษยธรรมมาตลอด แต่ความร่วมมือในอาเซียนกลับถูกมองข้าม ทั้งๆ ที่ประเทศในภูมิภาคนี้เคยประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาผู้อพยพลี้ภัยจากอินโดจีนร่วมกันมาก่อน ประเทศไทยยังขาดการพัฒนาระบบกฎหมาย และกลไกที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรื่องผู้ลี้ภัย อีกทั้งมิได้มีนโยบายระดับชาติที่ชัดเจนเพื่อจะแก้ปัญหานี้อย่างถาวร ทำให้ปัญหาผู้ลี้ภัยถูกมองว่าเป็นปัญหาความมั่นคงมาโดยตลอด จนเกิดการผูกขาดด้านนโยบาย ซึ่งที่จริงแล้วประเด็นผู้ลี้ภัยเกี่ยวข้องกับมิติต่างๆ มากมาย ทั้งด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และบริการสาธารณะต่างๆ อีกทั้งภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องก็มีจำนวนมาก ภาครัฐควรเปิดโอกาสให้บุคคลกลุ่มต่างๆ มีส่วนในการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยให้มากขึ้น



