คอลัมนิสต์

แน่วแน่สู่หมุดหมาย

แน่วแน่สู่หมุดหมาย

31 พ.ค. 2558

แน่วแน่สู่หมุดหมาย : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 31 มิถุนายน 2558

                จากคำสั่งของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กำชับให้ทุกหน่วยเฝ้าระวังความเคลื่อนไหว และการแสดงปฏิกิริยาต่างๆ ที่จะนำไปสู่ความวุ่นวาย หลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศสั่งเพิกถอนหนังสือเดินทางของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ประเทศเกาหลีใต้กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งถึงแม้จะเป็นมาตรการในเชิงป้องกันและป้องปรามตามอำนาจหน้าที่ของตำรวจที่พึงกระทำในยามที่เห็นว่าจำเป็น หากแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปฏิกิริยาอาฟเตอร์ช็อก หลังแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่จากเกาหลีย่อมจะต้องมีตามมาไม่มากก็น้อย เหมือนกับที่หลายๆ ครั้งที่ผ่านมา คล้ายกับว่าเป็นการส่งสัญญาณทางการเมือง พร้อมๆ กับการกระตุ้นเตือนมวลสมาชิกฝ่ายการเมืองในสังกัดให้พร้อมรับกับบรรยากาศของการต่อสู้ครั้งใหม่ในช่วงเดือนกันยายน 2559 ซึ่งถูกกำหนดเอาไว้คร่าวๆ ว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งทั่วไปได้
    
                ในอีกด้านหนึ่ง จะเห็นได้ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ใช้มาตรการชนิดเด็ดขาดฉับพลันตอบโต้ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งนอกจากการเพิกถอนหนังสือเดินทางทุกเล่มแล้ว ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาเรื่องการดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณยังมีมติเอกฉันท์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีความผิดเข้าเงื่อนไขถอดยศ จึงจำเป็นต้องเสนอเรื่องให้พล.ต.อ.สมยศเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ในขณะที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็กำลังเร่งไต่สวนกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกระทำโดยมิชอบ กรณีคืนหนังสือเดินทางให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ หลังจากที่เข้ามาเป็นรัฐบาล ซึ่งทั้งสามกรณีที่เกิดขึ้นนี้ แม้จะกระทบต่อการเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณไม่มากนัก แต่ในทางการเมืองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งอีกฝ่ายย่อมจะหาทางหนีให้พ้นจากสถานะของผู้ถูกกระทำ
    
                เวลานับจากนี้ จึงมิเพียงเป็นย่างก้าวไปตามโรดแม็พสู่การเลือกตั้งตามที่วางเอาไว้เท่านั้น หากแต่ยังมีอีกหลายกิจกรรมที่จะเป็นเงื่อนไขหรือตัวแปรชี้ชัดถึงการเมืองในช่วงปลายปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นร่างรัฐธรรมนูญและการทำประชามติ ซึ่งยังจะมีอีกหลายปมปัญหาตามมา การปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ รวมทั้งการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ซึ่งน่าจะเป็นการตอบโจทย์สุดท้ายได้ว่า สภาพของบ้านเมืองหลังเลือกตั้งจะเป็นเช่นไร จะสงบลงหรือว่า กลับไปสู่ความสับสนวุ่นวาย และเกิดความรุนแรงเหมือนตลอดระยะเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมาหรือไม่ ทั้งหมดนี้ย่อมขึ้นอยู่กับแนวทางของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ โดยเฉพาะเมื่อได้ดำเนินมาตรการเด็ดขาดกับพ.ต.อ.ทักษิณ และทำให้เห็นแนวโน้มว่า การชำระสะสางบุคคลที่มี "ชนักติดหลัง" จะต้องตามมาอีกเป็นระลอก ขณะที่นักการเมืองอีกกลุ่มหนึ่งก็จะออกมาส่งเสียงโหวกเหวกว่า ไม่ใช่หนทางสู่การปรองดองสมานฉันท์
    
                กล่าวสำหรับประชาชนชาวไทย ณ เวลานี้ที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมืองอีกวาระหนึ่ง หลายฝ่ายต้องการให้จัดการเลือกตั้งขึ้นโดยเร็วที่สุด บางฝ่ายก็ปรารถนาจะเห็นการปฏิรูปการเมืองและการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ซึ่งทั้งหมดนี้ รัฐบาล และคสช.จะต้องชั่งน้ำหนักเพื่อให้การก้าวเดินตามโรดแม็พไม่สะดุด การ "บริหารจัดการ" ทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางตามกฎหมายของบ้านเมืองที่อาจจะเกิดอาฟเตอร์ช็อก แต่ก็ถือเป็นกิจกรรมของฝ่ายการเมืองที่ฝ่ายอยู่ในอำนาจต้องพร้อมรับสถานการณ์จำเป็น เพราะถึงอย่างไร รัฐบาลและคสช.ก็ไม่สามารถบิดพลิ้วไปจากสัญญาที่ให้ไว้ต่อสังคมได้