คอลัมนิสต์

แก้ค้ามนุษย์อย่างยั่งยืน

แก้ค้ามนุษย์อย่างยั่งยืน

29 พ.ค. 2558

แก้ค้ามนุษย์อย่างยั่งยืน : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2558

               การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งมีขึ้นในวันนี้ (29 พ.ค.) มี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยทำหน้าที่ประธาน จะได้หารือในแบบพหุภาคีในประเด็นสำคัญว่าด้วยการอพยพทางทะเลของชาวโรฮิงญา ซึ่งเป็นปัญหาที่อย่างน้อย 4-5 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับผลกระทบโดยตรง กระนั้นก็ตาม เมื่อสภาพความเป็นจริงต้องแสวงความร่วมมือในระดับนานาชาติอย่างกว้างขวาง การประชุมครั้งนี้จึงมีเจ้าหน้าที่อาวุโสจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมถึง 17 ประเทศ เช่น  ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม บังกลาเทศ เป็นต้น รวมไปถึงผู้สังเกตการณ์ คือ สวิตเซอร์แลนด์ และ สหรัฐอเมริกา รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ ผู้แทนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) และองค์การระหว่างประเทศอื่นๆ
    
               ประเทศไทยซึ่งถือเป็นทางผ่านของผู้อพยพโรฮิงญา-บังกลาเทศ ต้องรับบทหนักมานานหลายปี โดยเฉพาะเมื่อมีขบวนการค้ามนุษย์เข้ามาฉกฉวยหาผลประโยชน์จากผู้อพยพในรูปแบบต่างๆ ทั้งการลำเลียงผู้อพยพออกนอกประเทศ เรียกค่าไถ่ รวมไปถึงการกระทำทารุณกรรม ซึ่งท้ายที่สุดประเทศไทยก็ตกเป็นเป้าหมายการคว่ำบาตรจากประเทศตะวันตกด้วยข้อกล่าวหาปล่อยปละละเลยที่จะปราบปรามหรือหยุดยั้งขบวนการค้ามนุษย์ แม้ว่าแต่เดิมอุตสาหกรรมประมงถูกจับตาเรื่องการใช้แรงงานเป็นลำดับแรกก็ตาม เมื่อเกิดกรณีพบหลุมฝังศพชาวโรฮิงญาที่เขาแก้ว ปาดังเบซาร์ จ.สงขลา จึงเป็นเหมือนใบเสร็จยืนยันว่าขบวนการค้ามนุษย์ยังคงก่อกรรมทำเข็ญ โดยที่มีเจ้าหน้าที่รัฐของไทยรู้เห็นเป็นใจเพราะได้รับผลประโยชน์ร่วมด้วย เมื่อไทยตกที่นั่งลำบากเช่นนี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องแสดงออกให้เห็นความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหา นั่นหมายถึงการนำเสนอแผนทั้งเผชิญเหตุ และการรับมือในระยะยาว
    
               สำหรับกรอบการหารือในส่วนของประเทศไทยนั้น นายนรชิต สิงหเสนี ปลัดกระทรวงการต่างประเทศบอกว่า ที่ประชุมจะพูดถึงมาตรการให้ความช่วยเหลือ ใน 3 ระดับ ประกอบด้วย การให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนเป็นการช่วยชีวิต เป็นไปตามที่ประเทศไทยได้ดำเนินการตามแผนงานจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือกลางทะเล(Floating Platform) และประกาศไว้เมื่อวันที่ 25-26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ส่วนมาตรการระยะกลางคือการระงับยับยั้งการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานออกมาจากพื้นที่เดิม และปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ และมาตรการสุดท้ายคือ การแก้ไขปัญหาระยะยาวที่รากเหง้า เนื่องจากปัญหาเกิดจากผู้คนต้องการออกมาหาโอกาสที่ดีกว่าในการดำรงชีวิต สิ่งที่ทำได้คืออาจให้คนออกมาตามระบบที่ถูกต้อง เช่น การจัดทำบันทึกความเข้าใจให้ออกมาทำงานหรือสร้างงานให้กลุ่มคนเหล่านี้
    
               กระนั้น ไม่ว่าผลการหารือครั้งนี้จะได้รับความร่วมมือระดับนานาชาติ จนสามารถคลอดแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมหรือไม่ก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดของประเทศไทยก็คือการรักษาผลประโยชน์ของชาติ ควบคู่ไปกับการดำเนินการทางด้านมนุษยธรรมตามหลักสากล อย่างเช่น การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะกับเจ้าหน้าที่รัฐในระดับปฏิบัติ ซึ่งที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นถึงความหละหลวม และเข้าไปพัวพันรับผลประโยชน์ ขณะที่การจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ก็ต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นเพื่อเป็นหลักประกันได้ว่า ปราศจากการข่มเหงกดขี่ หรือแม้แต่เหตุฆาตกรรมในอุตสาหกรรมประมง ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นเรื่องในบ้านของประเทศไทยที่ควรจะใช้โอกาสเดียวกันนี้ ปัดกวาดให้สะอาดหมดจด เพื่อประเทศไทยจะได้หมดข้อครหาค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นตราบาปของประเทศมาช้านาน