คอลัมนิสต์

เมื่อ‘แป๊ะ’กระตุก‘เรือ’ปลดเงื่อนขัดแย้งในรธน.

เมื่อ‘แป๊ะ’กระตุก‘เรือ’ปลดเงื่อนขัดแย้งในรธน.

27 พ.ค. 2558

เมื่อ‘แป๊ะ’กระตุก‘เรือ’ปลดเงื่อนขัดแย้งในรธน. : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น

               หลังครบกำหนดเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งคณะรัฐมนตรี และสภาปฏิรูปแห่งชาติ ต่างก็เสนอความเห็นเพื่อให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกลับนำไปแก้ไขปรับปรุง ซึ่งทุกคนต่างเงี่ยหูฟัง โดยเฉพาะเสียงที่มาจากคณะรัฐมนตรี เพราะแม้จะไม่มีอำนาจในการเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ แต่ด้วยความที่หัวหน้าคณะรัฐมนตรีที่ชื่อ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ทำให้เสียงนี้น่าที่จะดังและกรรมาธิการยกร่างฯ ต้องรับฟังด้วยความตั้งใจยิ่ง

               น่าสังเกตว่าข้อเสนอของคณะรัฐมนตรีที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น มีกรอบอยู่ข้อหนึ่งคือ "ทำอย่างไรให้ชาติบ้านเมืองในอนาคตกลับมามีความสงบไม่แตกแยก" เพราะข้อเสนอที่ออกมาดูเหมือนจะใส่ใจและประนีประนอมเพื่อสร้างความพอใจให้แก่ฝ่ายต่างๆมากกว่าที่จะเห็นด้วยกับกรรมาธิการยกร่างฯ ซึ่งถูกมองว่าหลายข้อเสนอออกมาในแนว “สุดโต่ง”

               อย่างกรณีของการขอให้ตัดทอนบางองค์กรออกไปอย่างรัฐธรรมนูญ เช่น สภาตรวจสอบภาคพลเมืองในแต่ละจังหวัด และสมัชชาคุณธรรม ภายใต้ข้ออธิบายที่ว่า การที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญจะทำให้องค์กรเหล่านี้กลายเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญและต้องมีภาระผูกพันทางงบประมาณ และมีกำหนดเวลาให้กระทำตาม ดังนั้น จึงควรนำไปเขียนไว้ในกฎหมายลูก

               แต่เอาเข้าจริงน่าจะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพ ซึ่งยังไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าองค์กรนี้จะทำงานได้ผลหรือไม่ และที่สำคัญองค์กรเหล่านี้อาจกลายเป็นปัญหาต่อการทำงานในอนาคตของทั้งผู้บริหารท้องถิ่นและรัฐบาล และบางครั้งอาจถูกแทรงแซงการทำงานจนกลายเป็นการสร้างอำนาจซ้อนอำนาจขึ้นมา ซ้ำยังจะเป็นการสร้างความขัดแย้งในพื้นที่

               นอกจากนี้ ส่วนที่เห็นได้ชัดว่าเป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตคือ เรื่องของการตัดคำว่า “กลุ่มการเมือง” ทิ้งไป เดิมที่กรรมาธิการยกร่างฯ บัญญัติเช่นนี้เพราะมองว่าต้องการให้กลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเข้ามาต่อสู้ในระบบ

               แต่ ครม.กลับมองในมุมที่ต่างออกไป โดยมองว่าการกำหนดเช่นนี้อาจได้ไม่คุ้มเสีย และถ้อยคำที่ชี้ว่าพวกเขากังวลเรื่องความขัดแย้งคือ “อาจทำให้เกิดความสับสนอลม่านมากขึ้น และพรรคการเมืองอาจตั้งกลุ่มการเมืองเป็นนอมินีพรรคการเมือง เหมือนมุ้งเล็กที่แยกออกจากมุ้งใหญ่”

               นี่คือสิ่ง ที่ ครม.มองเห็นความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

               ประเด็นต่อมาที่ถูกมองว่าเชื่อมโยงเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้ง คือเรื่องการกำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส. ส.ว. โดยร่างเดิมเขียนห้าม “ผู้เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง” ซึ่งร่างแรกถูกมองว่าน่าจะหมายถึงอดีตบ้านเลขที่ 111 และบ้านเลขที่ 109 หรือรวมถึง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”

               แต่ ครม.ขอให้เพิ่มเติมคำว่า “ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้” ทำให้หากได้รับการแก้ไขและประกาศใช้จริง ทั้ง “ยิ่งลักษณ์-บ้านเลขที่ 111-บ้านเลขที่ 109” จะไม่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง เพราะถือว่าถูกลงโทษตามรัฐธรรมนูญอื่น ไม่ใช่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

               นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่มา ส.ว. ที่กรรมาธิการยกร่างฯ เสนอให้ส่วนที่จะให้ประชาชนเลือกตั้งต้องมีคณะกรรมการคัดกรอง จนถูกโจมตีว่าไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ ครม.เสนอให้ตัดส่วนของ “คณะกรรมการคัดกรอง” ออกเพื่อลดข้อครหา 

               หรือการที่ให้อำนาจ ส.ว. ในการพิจารณาประวัติและความประพฤติ พฤติกรรมทางจริยธรรมของคนที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีออกไปก็เป็นการลดแรงเสียดทานระหว่างฝ่ายบริหารที่จะเข้ามาในอนาคต กับ ส.ว.ที่ถูกมองว่าไม่ใช่ตัวแทนจากประชาชนโดยตรง

               และมีอีกข้อที่สำคัญ แม้จะไม่ใช้ถ้อยคำว่าเสนอแก้ แต่ถ้อยคำที่เลือกใช้ก็เป็นการแสดงความเห็นกลายๆ ว่าไม่เห็นด้วย นั่นคือเรื่อง “ที่มา ส.ส. หรือระบบเลือกตั้ง” นั่นเอง

               ครม. เลือกใช้ถ้อยคำว่า "ขอให้ทบทวนหลักคิดในเจตนารมณ์ของมี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตามร่างรัฐธรรมนูญนี้" และ "ควรใช้ระบบที่เคยใช้ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 จะเหมาะสมกว่าหรือไม่" เพราะเราคงไม่ปฏิเสธว่านับแต่มีการโยนประเด็นเรื่อง “ระบบเลือกตั้งสัดส่วนผสม” ออกมา ก็ถูกโจมตีอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องความยุ่งยากและอาจนำมาซึ่งความไม่เข้าใจและไม่ยอมรับในระบบเลือกตั้ง

               จะเห็นได้ว่าแทบทุกข้อที่ ครม. เสนอนั้น เหมือนกับเป็นการประนีประนอม และไม่ต้องการให้ก่อปัญหาความขัดแย้งขึ้นในอนาคต ซึ่งน่าสนใจถึงคำพูดของ “วิษณุ เครืองาม” ที่ตอบคำถามนักข่าว แต่น่าจะสื่อไปถึงกรรมาธิการยกร่างฯ ว่า

               “การตามใจแป๊ะนั้น ช่วยตามใจเพียงว่าแป๊ะให้ไปส่งที่ท่าไหนก็ไปอย่างนั้น แต่ไม่ต้องถึงกับละเอียดมาก”