
อาเซียนควรปรับมาตรการไม่แทรกแซงภายในรึไม่?
อาเซียนควรปรับมาตรการไม่แทรกแซงภายในรึไม่? : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
ตอนนี้ปัญหาโรฮิงญากำลังเป็นข่าวหน้าหนึ่งทั่วโลก ทั้งภูมิภาคกำลังเผชิญความท้าทายนี้ ทำให้มีการเปิดประเด็นสำคัญคือถึงเวลาแล้วหรือยังที่อาเซียนต้องประเมินและปรับหลักการไม่แทรกแซง (non-interference principle) กิจกรรมภายในของสมาชิกอาเซียน ซึ่งอยู่ในสนธิสัญญาว่าด้วยมิตรภาพและความร่วมมือ (Treaty of Amity and Cooperation) ที่ผู้นำอาเซียนได้ร่างไว้เมื่อปี ค.ศ.1976 ตอนพบปะกันเป็นครั้งแรกที่เกาะบาหลี แต่นำมาตอกย้ำอีกทีในกฎบัตรอาเซียน (Asean Charter) ปี ค.ศ.2008
ต้องยอมรับว่าอาเซียนพัฒนากันมาได้ อยู่รอดปลอดภัยได้ทุกวันนี้ เป็นเพราะว่าต่างฝ่ายต่างอยู่ ไม่แทรกแซงกัน แต่จะรวมตัวกันเวลามีเรื่องหรือมีภัยคุกคามจากภายนอก บังเอิญตอนนี้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในสมาชิกอาเซียนมีผลกระทบกระเทือนในวงกว้างในอาเซียนและเป็นแบบฉับพลัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาชาวโรฮิงญา ควันพิษ การก่อการร้าย เป็นต้น ประเด็นเหล่านี้ ผู้นำอาเซียนมีการหยิบยกขึ้นมาพูด แต่ไม่มีนโยบายตามมา นอกจากว่าผู้นำเห็นดีด้วย เช่นในกรณีหมอกควันเป็นพิษ เนื่องจากไม่ต้องการแทรกแซงกิจกรรมภายในอาเซียนด้วยกัน
ครั้งนี้ปัญหาชาวโรฮิงญารุมเร้าอาเซียนอย่างยิ่ง ยังไม่มีนโยบายของกลุ่มที่ชัดเจนออกมา นอกจากสมาชิกแต่ละประเทศจะจัดการกันเอง โดยเฉพาะมาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทยที่ได้รับผลกระทบกระเทือนเต็มๆ จากชาวโรฮิงญา พม่ายังเหมือนเดิมคือ ไม่ยอมรับว่ามีปัญหานี้อยู่ดีว่ามันมีรากเหง้ามาจากพม่าโดยตรง
อาทิตย์ที่ผ่านมารัฐมนตรีต่างประเทศไทย อินโดนีเซียและมาเลเซียพบปะกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ถกประเด็นนี้ ทางมาเลเซียและอินโดนีเซียตอบรับว่าจะรับชาวโรฮิงญาประมาณ 7,000 คน ที่ลอยลำอยู่กลางทะเลอันดามันเข้ามาพักพิงชั่วคราวเป็นเวลาหนึ่งปี แต่สำหรับไทยมีท่าทีคือขอคิดดูก่อน ลึกๆ รัฐบาลต้องการรอการประชุมนานาชาติในเรื่องนี้ในวันที่ 29 พฤษภาคม ก่อนเพื่อให้มีผลออกมาเป็นรูปธรรม
ประวัติศาสตร์อาเซียนเคยผ่านวิกฤติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหากัมพูชา โรคไข้หวัดนก วิกฤติการเงินปี ค.ศ.1997 ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของสมาชิกอาเซียนทั้งหมด เท่ากับว่าในบางเรื่องสมาชิกอาเซียนก็ต้องยอมพลอยตามกลุ่มเสียงข้างมาก ในอดีตไม่มีปัญหาเพราะสมาชิกรุ่นบุกเบิกรู้จักกันดี แต่มาตอนนี้อาเซียนมี 10 ประเทศมีความคิดเห็นแตกต่างกันมาก
เมื่อปี ค.ศ.2013 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้นำเรื่องการเมืองภายในอาเซียนเข้าสู่วาระประชุมอาเซียนที่พม่า เล่นเอาประธานอาเซียนงงงวยและได้สร้างความประหลาดใจแก่ผู้นำอาเซียนมาก เพราะไม่เคยทำกันมาก่อน ตามปกติผู้นำอาเซียนจะไม่หยิบยกประเด็นการเมืองภายในมาอภิปรายในเวทีอาเซียน บังเอิญตอนนั้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องการเสียงสนับสนุนจากอาเซียน ทำให้มีการออกแถลงการณ์การเมืองไทยออกมาถึงสามครั้ง
ในกรณีของไทยถือเป็นกรณีพิเศษคือรัฐบาลไทยได้แสดงความสมัครใจที่จะให้สมาชิกอาเซียนถกประเด็นการเมืองไทยเพื่อขอฉันทามติในตอนหลัง แต่ในกรณีพม่าเกี่ยวกับชาวโรฮิงญา พม่าไม่ยอมพูดคุยด้วย ถือว่าเรื่องนี้ภายในประเทศอื่นๆ ไม่เกี่ยว ถือว่าเป็นการแทรกแซง ทั้งๆ ที่สมาชิกอาเซียนต้องรับเคราะห์กรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อ
ในอนาคตเรื่องความสมัครใจของสมาชิกอาเซียนจะเป็นเงื่อนไขหนึ่งอนุญาตให้อาเซียนถกเรื่องประเด็นภายในได้ ถ้าทุกประเทศยอม การแทรกแซงก็จะไม่เกิดขึ้นเพราะถือว่าเป็นการสมยอมกัน ในปี ค.ศ.2012 อินโดนีเซียยอมส่งรายงานสิทธิมนุษยชนผู้นำอาเซียนอ่าน ในหมู่อาเซียนสิทธิมนุษยชนเป็นประเด็นละเอียดอ่อน ต้องเอาความสมัครใจสมาชิกอาเซียนเป็นหลัก ในกรณีนี้อินโดนีเซียทำดีมาก ไทยควรทำตามเพราะมันส่งผลดีต่อความประพฤติร่วมอาเซียน
ถ้าแนวโน้มนี้ได้รับการยอมรับ ก็ไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎบัตรอาเซียนหรือสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือ มันยุ่งยาก สมาชิกไม่อยากเล่นด้วย การตีความหมายของมาตรการไม่แทรกแซงการเมืองภายในให้มันกว้างขึ้นอาจจะเป็นทางออกที่ดีกว่า
อาเซียนจะครบอายุ 50 ปี ในปี ค.ศ.2017 จำเป็นต้องปรับปรุงองค์กรขนานใหญ่ให้ทันสมัยรับประชาคมอาเซียนหลัง ค.ศ.2015



