
อย่าให้ปัญหาร้าวลึก
อย่าให้ปัญหาร้าวลึก : บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2558
ถือเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างยิ่ง สำหรับการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ทำหน้าที่ประธาน โดยจะมีเจ้าหน้าที่อาวุโสจากประเทศที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ 17 ประเทศ เข้าร่วม เช่น ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และบังกลาเทศ รวมทั้งประเทศผู้สังเกตการณ์ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา และขาดไม่ได้ก็คือ ผู้แทนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) และองค์การระหว่างประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อแสวงหาความร่วมมือรองรับการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดียที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะที่ถูกจับตามากที่สุดก็คือ ปัญหาผู้อพยพทางเรือชาวโรฮิงญา
ทุกวันนี้ประเทศไทยต้องตกอยู่ในสถานะหนังหน้าไฟ เพราะเป็นทางผ่านของกองทัพผู้อพยพจากทางทะเลด้านตะวันตก การปฏิบัติต่อผู้อพยพ ซึ่งถือว่ามีความละเอียดอ่อน เปราะบาง ด้วยพรมแดนระหว่างหลักสิทธิมนุษยชนกับความมั่นคงนั้่น มิอาจขีดแบ่งด้วยเครื่องมือใดได้โดยง่าย หากจะต้องถูกวางน้ำหนักให้เหมาะสม หนักนิดเบาไปหน่อยก็อาจจะเป็นปัญหากับนานาประเทศ หรือแม้แต่คนในชาติด้วยกันเอง ปัญหาผู้อพยพชาวโรฮิงญาปะทุขึ้นเป็นประเด็นอีกครั้งเมื่อทางการไทยเข้าดำเนินการเอาจริงเอาจังกับขบวนการค้ามนุษย์ จนไปพบหลุมศพผู้อพยพชาวโรฮิงญาที่ จ.สงขลา อันสะท้อนให้เห็นว่า ขบวนการนี้เชื่อมโยงกับเพื่อนบ้าน และการค้ามนุษย์ที่มีช้านานอย่างเป็นล่ำเป็นสัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ประกาศย้ำจุดยืนว่า ไทยยังยึดมั่นปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล ควบคู่กับการปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติอย่างจริงจัง เพื่อเป็นการสกัดกั้นและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป
ในระหว่างการดำเนินการด้วยการเจรจาระหว่างประเทศยังไม่สัมฤทธิผลเป็นรูปธรรมมากไปกว่าการแก้ไขเยียวยาเฉพาะหน้า เช่น บางประเทศรับอาสาเข้ามาจัดหาสถานที่พักพิงชั่วคราว แนวนโยบายของประเทศไทยเองก็ต้องมีความชัดเจน อย่างน้อยที่สุดก็ต้องอยู่ในระดับที่ผู้นำสามารถอธิบายคนในชาติได้ว่า มาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า นโยบายระยะสั้น และระยะยาว ได้ถูกวางไว้เช่นไร เฉพาะอย่างยิ่งที่หลายฝ่ายแสดงความวิตกห่วงใยในเรื่องความมั่นคง อาจจะกลายเป็นเรื่องกินแหนงแคลงใจของคนในชาติ และอาจลุกลามไปถึงเรื่องความเชื่อและศาสนาอันมีที่มาจากปัญหาความมั่นคงทางภาคใต้ ที่ไทยยังแก้ไม่ตก ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อจะไม่นำไปสู่ความบาดหมางร้าวลึกในระยะยาว
ในด้านมนุษยธรรม ก็จำเป็นเช่นกันที่รัฐบาลจะต้องแสดงให้นานาชาติได้แลเห็นว่า ได้ปฏิบัติต่อผู้อพยพตามหลักการทุกอย่าง พูดง่ายๆ ก็คือประเทศไทยและพลเมืองไทยจะไม่มีใครใจไม้ไส้ระกำปล่อยให้มีใครต้องตายลงไปต่อหน้าต่อตา แม้ประเทศไทยจะแสดงท่าทีชัดเจนมาตลอดแล้วว่า จะไม่ให้ที่พักพิงหรือตั้งศูนย์อพยพชั่วคราวขึ้นมา เนื่องจากต้องรับภาระหนักเป็นเวลาหลายสิบปี ซึ่งเป็นเรื่องที่รับฟังได้ อีกทั้งกรณีนี้ก็อยู่ในกระบวนการที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากหลายประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งจากการประชุมวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ ที่น่าจะมีรูปแบบการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมออกมา



