คอลัมนิสต์

สายตาและท่านั่ง

สายตาและท่านั่ง

25 พ.ค. 2558

สายตาและท่านั่ง : โดยวิธีของเราเอง ไพฑูรย์ ธัญญา

             หลวงพ่อคูณละสังขารไปแล้ว หลังจากที่มีข่าวลือเรื่องมรณภาพของท่านมาเป็นระยะ ว่ากันว่าข่าวลือทำนองนี้จะออกมาเดือนละสองครั้งตามวาระการออกหวยของรัฐ คนที่รับข่าวสารของหลวงพ่อมาบอกญาติสนิท มิตรสหาย ทำท่าจะเป็นเด็กเลี้ยงแกะเข้าไปทุกวัน แต่คราวนี้ มันไม่ใช่ข่าวลืออีกแล้ว หลวงพ่อคูณท่านละสังขารไปจริงๆ หลังจากอาพาธยาวนานตลอดบั้นปลายชีวิตของท่าน หลวงพ่อจากไปแล้ว แต่เรื่องราวมากมายเกี่ยวกับ "เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด" ยังคงอยู่ในความทรงจำของเหล่าศิษยานุศิษย์ตลอดไป

             “คุณนึกถึงอะไร เมื่อได้ยินชื่อหลวงพ่อคูณ" หากใครสักคนถูกถามแบบนี้ ผมเชื่อว่าคงมีคำตอบหลากหลายตามแต่ภูมิพื้นประสบการณ์ของแต่ละคน  บางคนอาจนึกถึงพระเครื่องและวัตถุมงคลรุ่นต่างๆ ของหลวงพ่อ หลายคนอาจนึกถึงคำสอนธรรมะอันเรียบง่ายแต่เป็นจริง สำหรับผม ภาพของหลวงพ่อลอยมาก่อนอื่นใด สิ่งที่ผมจดจำและรับรู้เกี่ยวกับหลวงพ่อคูณก่อนอื่นใดทั้งหมดคือ "สายตาและท่านั่ง" ของท่าน

             "ท่านั่ง" ของหลวงพ่อคูณที่พวกเราเห็นจนชินตา คือท่านั่งยองๆ ซึ่งกลายเป็นโลโก้ของท่านไปแล้วก็ว่าได้ ผมเชื่อว่ามีคนไม่น้อยมองและรับรู้คล้ายๆ กัน นี่คือท่วงท่าอิริยาบถของหลวงพ่อคูณที่เราได้เห็นบ่อยที่สุด ส่วน "สายตา" นั้น อาจมีคนไม่ค่อยจดจำและสังเกตมากเท่ากับท่านั่ง ทั้งที่ดูแล้วชวนให้พิจารณาได้มากพอกัน

             ผมหยิบยกเอาเรื่องนี้มาเขียนถึงเป็นปฐมบทในคอลัมน์ "โดยวิธีของเราเอง" ก็เพราะเห็นว่า นี่คือสิ่งที่แสดงถึงอัตลักษณ์และตัวตน หรือ "ความเป็นหลวงพ่อคูณ" ได้ดีที่สุด และชัดเจนที่สุด

             เมื่อปี พ.ศ.2545 ผมได้รับความไว้วางใจจากสำนักพิมพ์เนชั่นให้เขียนสารคดีเกี่ยวกับหลวงพ่อคูณ โจทย์ที่ผมได้รับ คือนำเสนอเรื่องราวของท่านจากสายตาของบุคคลอื่น สำหรับนักเขียนสารคดีทั่วไป โจทย์แบบนี้อาจดูง่ายๆ แต่สำหรับนักเขียนเรื่องสั้นอย่างผม มัน "หิน" เอาเรื่องทีเดียว กระนั้นก็ตาม ผมก็พยายามทำมันเต็มที่ จนออกมาเป็นหนังสือสารคดีชีวิตหลวงพ่อคูณขนาดเหมาะมือ ในชื่อ "เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด" ที่ได้รับการตีพิมพ์ในปีถัดมา

             การมีโอกาสไปหาข้อมูลเพื่อเขียนเรื่องราวของท่าน ทำให้ผมได้พบและใกล้ชิดหลวงพ่อหลายครั้ง ขณะนั่งดูท่านทำกิจกรรมอันเป็นวัตรปฏิบัติต่อเหล่าศิษยานุศิษย์และพี่น้องชาวบ้านที่ไปนมัสการด้วยจุดมุ่งหมายหลากหลาย ผมเฝ้ามองและเพ่งพินิจอยู่ห่างๆ พยายามสังเกตและจดจำให้มากที่สุด ประมาณว่า ทำตัวให้เหมือนจิ้งจกที่เกาะเงียบๆ อยู่ข้างผนังห้องแล้วเฝ้าจ้องมองเป้าหมายอย่างเยือกเย็น

             สิ่งที่ผมได้เห็น และติดตาติดใจ คือภาพของหลวงพ่อที่มีความสงบนิ่ง ไม่ค่อยจะตื่นเต้นหรือยินดียินร้ายต่อสิ่งใด หรือบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านระดับรากหญ้า นักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ นักกีฬาหรือศิลปินชั้นแถวหน้า เมื่อไปหาหลวงพ่อคูณ ทุกคนก็จะได้รับการปฏิบัติในแบบเดียวกัน ในระดับมาตรฐานเดียวกัน ไม่มีในสิ่งที่เรียกว่า "สองมาตรฐาน" หรือ "เลือกปฏิบัติ" ให้เห็น ท่านจะนั่งยองๆ ตามแบบฉบับของท่าน รับฟังเรื่องราวจากปากของคนที่เข้าไปหา ใบหน้าของท่านเรียบเฉย แววตาดูสงบและเยือกเย็น แต่ทว่าเต็มไปด้วยเมตตาแบบเดียวกับพักตร์ของพระปฏิมา ไม่มองไกล เคร่งและสำรวม ทว่าน่าเลื่อมใส ถึงพร้อมด้วยมุทิตาและอุเบกขา

             ส่วนท่านั่งยองๆ ของท่าน ใครจะมองหรือคิดอย่างไรก็แล้วแต่ สำหรับผม นี่คือท่านั่งที่ผมคิดว่าท่านรู้สึกสบายที่สุด มีความคล่องตัวในการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว แต่ที่พิเศษกว่านั้น คือมันบ่งบอกถึง "ตัวตน" ของหลวงพ่อโดยแท้

             ในวัดของหลวงพ่อคูณ ตรงห้องโถงสำหรับออกปฏิบัติวัตรกิจ เหล่าลูกศิษย์และกรรมการวัด ก็มีที่นั่งเฉพาะไว้ให้ แต่หลวงพ่อไม่ค่อยได้ใช้ การนั่งยองๆ อยู่บนขาของตัวเอง ไร้ซึ่งเสนาสนะอันหรูหราและแสดงถึงฐานะศักดิ์ นั่นบ่งบอกว่าหลวงพ่อเป็นพระแบบบ้านๆ ที่มีความเป็นอยู่เรียบง่าย ไร้สิ่งปรุงแต่ง หรือยึดติดในลาภ ยศ หรือฐานันดรศักดิ์ ทั้งๆ ที่หลวงพ่อคูณก็มีสมณศักดิ์ที่สูงส่งอยู่ไม่น้อย พูดอย่างตรงก็คือ หลวงพ่อไม่ยึดติดเก้าอี้ ทั้งที่ "เก้าอี้" เป็นสิ่งที่มนุษย์ปุถุชนทั้งหลาย ต่างแย่งชิง ไขว่คว้า และพยายามรักษาที่นั่งนั้นให้ยาวนานที่สุดมิใช่หรือ?

             หลวงพ่อคูณท่านบอกเสมอว่า ท่านมิใช่พระนักเทศน์ ไม่ได้มีทรงภูมิในธรรมถึงขั้นจะมาเทศนาโปรดใคร ทั้งที่ในความจริง ธรรมะของท่านมีความชัดเจน เป็นคำพูดที่เป็นรูปธรรม หยิบจับ และนำไปถือปฏิบัติได้ มากไปกว่านั้น ตัวของหลวงพ่อเองนั่นแหละคือธรรมะ เมื่อเราไปหาหลวงพ่อ เห็นหลวงพ่อ เราก็จะเห็นธรรม 

             ธรรมะของหลวงพ่อคูณไม่ได้สูงส่งอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎก ไม่ได้พยายามปรุงแต่งและทำให้ดูเป็นปรัชญาสูงส่ง ที่ห่อหุ้มด้วยศัพท์สำนวนเข้าใจยาก  แต่เป็นธรรมที่ท่านแสดงให้เราเห็น ผ่าน "สายตาและท่านั่ง" ของท่านนั่นเอง

             อยู่ที่ว่าเราจะมองและ "เห็น" หรือไม่นั่นต่างหาก