คอลัมนิสต์

ตีโจทย์‘คสช.’เล็งเพิ่ม30วันปรับร่างรธน.

ตีโจทย์‘คสช.’เล็งเพิ่ม30วันปรับร่างรธน.

25 พ.ค. 2558

ตีโจทย์‘คสช.’เล็งเพิ่ม30วันปรับร่างรธน. หวังต่อรอง-ทุกฝ่ายพอใจใต้ฐานอำนาจ : ขยายปมร้อน โดยขนิษฐา เทพจร

               เกี่ยวกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมี "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" เป็นประธาน ปมสำคัญคือ การเตรียมขยายวันที่ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญต้องใช้ปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)-คณะรัฐมนตรี (ครม.)-คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพิ่มอีก 30 วัน จากเดิมที่กำหนดให้ทำให้เสร็จภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคมนี้
 
               ประเด็นนี้ “รองนายกฯ-วิษณุ เครืองาม” ให้เหตุผลว่า เพื่อให้เพียงพอต่อการพิจารณาปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญ หลังพบว่าเพราะคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญมีจำนวนมาก จึงต้องการคลายแรงบีบด้านเวลา ลดการกดดันงานชิ้นสำคัญระดับชาติ

               ดังนั้น หาก ครม. คสช. เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 เพื่อขยายเวลาทำงานยกร่างรัฐธรรมนูญในส่วนงานปรับปรุงบทบัญญัติจริง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะมีเวลาทำงาน รวม 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม-23 สิงหาคมนี้ ถือว่ามีเวลาให้ คนทำร่างรัฐธรรมนูญหายใจหายคอ และพักเหนื่อยบ้าง เพราะตามตารางบนกรอบ 60 วันเดิม “ทีมทำงาน” จะทำงานครบทุกวันในสัปดาห์แบบไม่มีหยุด ยิงยาว 60 วันรวด แต่หากมีเวลามากขึ้น แปลว่าจะได้วันหยุดพักเหนื่อย อย่างน้อย 1-2 วันต่อสัปดาห์

               แต่หากไม่ต้องการพัก จะหมายถึง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ มีเวลามากพอที่จะถกเถียงในรายละเอียด เพราะต้องยอมรับว่า โครงสร้างของร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปตาม 4 เจตนารมณ์ คือ พลเมืองเป็นใหญ่-การเมืองใสสะอาดและสมดุล-หนุนสังคมที่เป็นธรรม-นำชาติสู่สันติสุข มีบทบัญญัติที่เกี่ยวร้อย เชื่อมกันเป็นใยแมงมุมในหลายมาตรา

               ในอีกมุม การขยายเวลาทำงาน โดยเฉพาะขั้นตอนที่สำคัญ ก่อนส่งร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับให้ “สปช.” ลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ อาจเป็นการส่งสัญญาณ การปรับ-รื้อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เพราะก่อนหน้านี้ “รองนายกฯ-วิษณุ” เคยส่งสัญญาณผ่านสาธารณะในหลายครั้งว่าเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญในฉบับที่เสนอต่อ สปช.นั้น มีภาพที่เปรียบได้กับหนุมานเหาะเกินลงกา
    
               นั่นหมายถึงจะเกิดภาพปะทะทางความคิด ระหว่างผู้ยื่นคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ กับ “กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ” ฐานะคนก่อโครงสร้างกติกาสูงสุด ที่มักไม่ชอบใจหากใครมารื้อแบบแปลน จะเกิดขึ้นทันที
    
               ประเด็นนี้ "พล.ท.นคร สุขประเสริฐ" หนึ่งใน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ สะท้อนความชัดเจนว่าการเสนอให้ปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญมีจำนวนมาก แต่จะปรับแก้ตามข้อเสนอใด หรือจะไม่ปรับต้องพิจารณาถึงหลักการสำคัญ ใน 4 เจตนารมณ์ด้วย หากข้อเสนอใดไปกระทบ ผลจะเท่ากับการรื้อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งต้องหาบทบัญญัติใหม่มาทดแทน แต่ต้องคง 4 เจตนารมณ์นั้นไว้ด้วย
    
               เมื่อท่าทีถูกแสดงออก การขยายเวลาเพิ่มจึงเปรียบเหมือนการต่อเวลาเจรจาต่อรองเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ฝ่ายผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ และฝ่ายขอแก้ไข พอใจที่สุด และป้องกันไม่ให้เกิดภาพเครือข่ายแม่น้ำ 5 สายแตกหักระหว่างที่เรือแป๊ะใกล้ถึงจุดหมาย
    
               ขณะเดียวกัน เมื่อ “คสช.-ครม.” มีมติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 เพื่อเปิดทางให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ย่อมถือเป็นการสร้างภาระรับผิดชอบอย่างสูงสุด ที่ผู้ทำร่างรัฐธรรมนูญต้องคำนึงความถูกใจของประชาชน เพื่อหวังผลของการทำประชามติให้ผ่าน !!
    
               เท่ากับว่าเงื่อนไขของการเปิดเผยประเด็นที่ปรับปรุงเนื้อหาต้องเกิด และยิ่งขยายเวลาเพิ่ม เท่ากับให้เวลาที่มากพอต่อ “ภาคประชาชน-ผู้นำทางการเมืองทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้าน” ติดตาม วิเคราะห์ วิจารณ์เนื้อหา หากพบรายละเอียดที่แย่ลง แน่นอนว่าจะเกิดแรงตีกลับแบบทวีคูณกว่ารอบที่ผ่านมา
    
               ในประเด็นนี้ “บวรศักดิ์ และคณะ” บอกตรงกันว่าเตรียมใจพร้อมรับ ตั้งแต่วันที่ตัดสินใจส่งจดหมายถึง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ให้เดินหน้าทำประชามติแล้ว
    
               แม้จะแสดงความพร้อม แต่จะแข็งแกร่งพอที่จะปะทะคลื่นความเห็นหรือไม่ ประเด็นนี้ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แสดงอาการแบ่งรับแบ่งสู้ เมื่อถูกตั้งคำถาม และได้คำตอบว่าเวลาทำงาน 60 วัน ตามเดิมก็เพียงพอแต่เมื่อ ครม.ตัดสินใจก็เชื่อว่าเป็นความหวังดีที่ไม่อยากให้การปรับร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในภาวะฉุกละหุก
                   
               แต่ “กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ” จะไหวหรือไม่?!? เชื่อว่าไม่อยู่ในบทวิเคราะห์ของ คสช. และเจตนาแห่งการเพิ่มวัน

               แม้เจตนาของการขยายวัน จะถูกล็อกเป้าเพื่อสร้างความพอใจ-ทุกฝ่ายไม่ขัดแย้ง แต่เมื่อถึงวันลงมือปฏิบัติจริงเหตุผลทางการเมือง-ประโยชน์แห่งอำนาจมักอยู่เหนือโจทย์แห่งความพอใจทั้งปวง