คอลัมนิสต์

แก้ไขปัญหาที่ต้นตอ

แก้ไขปัญหาที่ต้นตอ

21 พ.ค. 2558

แก้ไขปัญหาที่ต้นตอ : บทบรรณาธิการประจำวันที่21พ.ค.2558

              หลังจากคณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีมติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 เพื่อเปิดทางให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้ส่งผลให้คลี่คลายสถานการณ์การเมืองลงได้ในระดับหนึ่ง จากการที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการทำประชามติเพราะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่ควรต้องให้ประชาชนให้การรองรับเห็นชอบ แต่การตัดสินใจครั้งนี้ก็ยังไม่ได้ถึงขนาดทำให้ร่างรัฐธรรมนูญมีเส้นทางสะดวกปลอดโปร่งแต่ประการใด เนื่องจากยังมีปัญหาในเรื่องการเสนอแก้ไขประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญที่มีเสียงท้วงติงทั้งจากนักวิชาการและพรรคการเมืองด้วย โดยแม่น้ำ 5 สายต้องให้คำข้อเสนอว่าจะแก้ไขประเด็นใดบ้างหรือจะเอาตามที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอมาทั้งหมด

              แม้ท่าทีของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะอ่อนลง และรับปากว่าจะแก้ไขในประเด็นที่ท้วงติง แต่ก็ใช่ว่าจะขึ้นอยู่กับอำนาจของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฝ่ายเดียว ต้องประกอบด้วยข้อเสนอของสภาปฏิรูปแห่งชาติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติอีกด้วย จึงยังต้องจับตาต่อไปว่าข้อคัดค้านในประเด็นร้อนของร่างรัฐธรรมนูญ จะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขไปในทิศทางที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้แค่ไหน ซึ่งคาดว่าจะยังเป็นปัญหาถกเถียงกันอีกมากและใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าจะตกผลึกได้ ในขณะที่กรอบเวลาตามโรดแม็พเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อาจต้องขยับปรับไปตามสถานการณ์ แต่อย่างน้อยการเปิดไฟเขียวทำประชามติถือว่าเป็นหลักพื้นฐานของประชาธิปไตยที่สากลยอมรับ

              ส่วนปมคำถามที่ระบุว่า หากทำประชามติไม่ผ่านจะมีแนวทางให้ดำเนินการอย่างไรต่อไป ได้มีการเสนอมา 4 แนวทางแล้ว นั่นคือ 1.กลับไปใช้กระบวนการเดิมหรือนับหนึ่งใหม่ แต่งตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติและกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ 2.แต่งตั้งคณะกรรมาธิการหรือคณะกรรมการขึ้นมาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ โดยไม่ต้องตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติและกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ 3.มอบให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติจัดทำ หรือ 4.ให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งหรือหลายองค์กร ซึ่งอดีตเคยใช้ทางเลือกนี้ โดยกำหนดว่าถ้าประชามติไม่ผ่านให้คณะรัฐมนตรีร่วมกับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง อาจจะเป็นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ก็ได้ หยิบยกรัฐธรรมนูญฉบับใดขึ้นมาพิจารณาปรับปรุง ซึ่งต้องเลือกแนวทางหนึ่งมาใช้

              กระนั้นก็ตาม แม้จะได้วางวิธีการและขั้นตอนเพื่อแก้ปัญหาไว้แล้ว แต่การทำประชามติเป็นขั้นตอนช่วงปลาย สิ่งสำคัญคือเนื้อหาหลักของร่างรัฐธรรมนูญเป็นต้นตอของทั้งปวง ซึ่งต้องร่างขึ้นมาให้เป็นประชาธิปไตยมีความเสมอภาคและเป็นที่ยอมรับได้ ถ้าไม่เป็นที่ยอมรับแล้วนำไปทำประชามติก็จะเป็นเรื่องสูญเปล่า ดังเช่นที่นายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปช. ระบุว่าภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญตอนนี้ มีความขัดแย้งสูงถ้าไม่แก้ไขแล้วนำไปทำประชามติ ฟันธงได้ว่าไม่ผ่านแน่ แถมยังสิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดทำประชามติถึง 3,000 กว่าล้านบาท ดังนั้น แม่น้ำทุกสายที่เกี่ยวข้องต้องตระหนักและเลือกทำในสิ่งที่ไม่สวนทางกับเสียงส่วนใหญ่ เดินสายกลางที่ยอมรับได้ อย่าปลุกกระแสขัดแย้งสวนทางปรองดอง