คอลัมนิสต์

ยื้อตัดสินใจทำประชามติเปิดช่องหายใจร่างรธน.

ยื้อตัดสินใจทำประชามติเปิดช่องหายใจร่างรธน.

20 พ.ค. 2558

ยื้อตัดสินใจทำประชามติ เปิดช่องหายใจร่างรธน. : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น

            ใกล้ครบกำหนดวันเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อนำเสนอต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปปรับแก้ ก่อนที่จะเสนอกลับมาให้ สปช.เห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจากข่าวที่ออกมาจะเห็นได้ว่า มีความไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น

            แต่ละเรื่องนั้น เรียกได้ว่าเป็นเรื่องร้อน เราลองมาดูกันว่ามีประเด็นไหนที่จะถูกเสนอแก้กันบ้าง ในส่วนของกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง เตรียมเสนอถึง 18 ประเด็น โดยมีเรื่องใหญ่ๆ อาทิ การตัดเรื่อง “กลุ่มการเมือง” ทิ้งไป

            หรือข้อเสนอที่กรรมาธิการยกร่างฯ ดูเหมือนจะภูมิอกภูมิใจคือ การบัญญัติคำว่า “พลเมือง” เข้าไปในร่างรัฐธรรมนูญ แต่กลับกลายเป็นว่าถูกวิจารณ์ตั้งแต่ชั้นอภิปราย ถึงขณะนี้ก็ชัดเจนว่า จะมีการขอเสนอแก้ ให้ใช้คำว่า “ประชาชน” และ “บุคคล” แทนคำว่า “พลเมือง”

            ส่วนเรื่องสัดส่วนทางเพศที่ถกเถียงกันอย่างหนักในชั้นกรรมาธิการ ถึงขนาด “ทิชา ณ นคร” ที่สู้เรื่องนี้มาตลอด ถอดใจลาออกจากกรรมาธิการยกร่างฯ จนแม้จะไม่ได้รับการบัญญัติไว้ทุกอย่างตามที่เธอต้องการ แต่อย่างน้อยก็ใส่ไว้ได้ว่า บัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องมีสัดส่วนเพศตรงข้ามอย่างน้อย 1 ใน 3 แต่ สปช.กลับไม่เห็นด้วย และให้ตัดประเด็นนี้ทิ้งไป

            ขณะที่ระบบเลือกตั้งแบบ “เยอรมัน” ซึ่งเกือบจะเหมือน “เรือธง” ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ถูกเสนอให้แก้กลับไปใช้ ส.ส.แบบแบ่งเขตทั้งหมด โดยให้มี ส.ส. 500 คน

            สำหรับที่มา ส.ว.นั้น ก็มีผู้ให้เสนอแก้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีเสียงไปในทางเดียวกันว่าควรเป็นแบบไหน แต่เห็นควรที่จะเปลี่ยนไปคือ ให้ประชาชนมามีส่วนร่วมในการเลือกตั้งโดยตรง

            ในด้านศาลและกระบวนการยุติธรรมนั้น ก็เปิดรับฟังความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนำข้อเสนอของศาลมาพิจารณา โดยคาดว่าประด็นที่จะเสนอแก้ไข คือ ปรับในส่วนของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (กต.) โดยลดจำนวนของสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด เพราะกังวลว่า หากมีผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนมากอาจเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงและกระทบต่อระบบศาลได้

            นอกจากนี้ก็มีการขอเสนอให้เพิ่มคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ รวมทั้งกำหนดให้ปิโตรเลียมเป็นทรัพยากรของปวงชนชาวไทย และให้พลเมืองสามารถเรียกร้องติดตามเอาคืนสาธารณสมบัติของแผ่นดินจากบุคคลผู้ครอบครองได้

            ประเด็นการป้องกันและปราบปรามการทุจริตนั้น เบื้องต้นมีแนวคิดเสนอรวมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ากับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อบูรณาการทำงาน และเพิ่มกรรมการเป็น 11 คน จากเดิมที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้มี 9 คน รวมถึงข้อเสนอให้มีแผนกคดีทุจริตในศาลยุติธรรม

            ทั้งนี้มี สปช.บางคนเห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความยาวมากเกินไป จึงสมควรตัดให้สั้นลง โดยเฉพาะในเรื่องที่เป็นรายละเอียดเชิงปฏิบัติเห็นว่าน่าจะเขียนไว้ในกฎหมายลูกมากกว่าที่จะมาเขียนไว้ในกฎหมายแม่บท

            ที่น่าสนใจคือ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะให้ความใส่ใจกับข้อเสนอของสมาชิกสภาปฏิรูปฯ เพียงใด เพราะแม้แม่น้ำทั้งสองสายจะมาจากต้นธารเดียวกัน อีกทั้ง 20 จาก 35 กรรมาธิการยกร่างฯ ก็เป็นผู้ที่มาจาก สปช. แต่เสียงที่เปล่งออกมาในช่วงนี้ ดูเหมือนจะไม่สอดประสานกันมากนัก

            ยังไม่นับความพยายามที่จะไม่ให้ สปช.อธิบายจนทำให้ดูเหมือนว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความเสี่ยงที่จะถูกคว่ำโดย สปช.อยู่ไม่น้อย

            แต่ล่าสุดการตัดสินใจของ ครม. ที่ไม่พูดชัดว่าจะให้ทำประชามติหรือไม่ แต่ใช้วิธีเปิดช่องแทนนั้น ทำให้ทุกอย่างยังอยู่ในสภาวะคลุมเครือ ประกอบกับการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวเปิดเวลาให้กรรมาธิการยกร่างฯ แก้ไขร่างได้เพิ่มจากเดิม 60 วัน เป็น 90 วัน ก็เป็นการให้กรรมาธิการได้ให้หายใจหายคอ และใช้เวลาในการแก้ไขหากจำเป็นต้องแก้ไขหลักการหลักที่อาจจะกระทบกับร่างทั้งฉบับ

            นี่คือการแก้เกมของ “ผู้มีอำนาจ” ที่ต้องการให้ทั้งการทำงานของทั้ง สปช. และกรรมาธิการยกร่างฯ เดินหน้าไปได้คล่องตัวขึ้นในภาวะที่น่าอึดอัดเช่นนี้ และที่สำคัญ “ไพ่ใบสุดท้าย” ก็ถูกยืดเวลาทิ้งออกมา เพื่อจะใช้ในห้วงที่เป็นประโยชน์มากที่สุด