คอลัมนิสต์

‘ไพบูลย์’จับมือ4ชาติลุยปราบยา

‘ไพบูลย์’จับมือ4ชาติลุยปราบยา

19 พ.ค. 2558

‘ไพบูลย์’จับมือ4ชาติลุยปราบยา : ขยายปมร้อน โดยทีมข่าวความมั่นคง

             พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์พิเศษแก่ เทพชัย หย่อง บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น ถึงภารกิจเร่งด่วนลำดับแรกที่เข้ามารับตำแหน่งเจ้ากระทรวงตาชั่ง นั่นคือ ภารกิจในการปราบปราม “ยาเสพติด” ซึ่งปีหนึ่งมียอดจับกุมกว่า 3 แสนคดี โดยมีแหล่งสั่งการสำคัญ คือเรือนจำ ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดยุติธรรมเอง

             ยอดจับกุมยาเสพติดปริมาณมหาศาลเมื่อปีก่อนจับยาบ้าได้ถึง 120 ล้านเม็ด ยาไอซ์เกือบ 2 ตัน จำนวนคดีกว่า 3 แสนคดี โดยยอมรับว่า เป็นเรื่องที่น่าหนักใจ และได้บอกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มหาดไทย กองทัพ ซึ่งเราก็ยอมรับที่มีคำถามว่า ทำไมยิ่งปราบยิ่งเยอะ ยิ่งจับยิ่งมาก

             วันนี้ก็ได้พยายามค้นคว้าว่าในจำนวน 3-3.5 แสนคดีจะเป็นคดีสำคัญประมาณ 20% คือ จำหน่าย จ่าย แจก นำเข้า-ออก ส่วนอีก 80% จะเป็นคดีเสพ ครอบครอง และจำหน่าย ซึ่งเป็นจำนวนเล็กน้อย โดยศาลพิสูจน์แล้ว

             “จำนวน 20% อาจเป็นตัวเลขสัก 6-7 หมื่นคดี ในจำนวนนี้ประมาณ 3,000 รายที่เรายึดทรัพย์ได้ หรือประมาณ 0.1% ของ 3 แสนคดี โดยในรายที่สามารถยึดทรัพย์ได้มากเกินกว่า 1 ล้าน มีประมาณ 50-60 คน ซึ่งเป็นตัวเลขโดยเฉลี่ยทุกปีอยู่แล้ว”

             พล.อ.ไพบูลย์ ยังคงย้ำว่า กลุ่มที่มีการเคลื่อนย้ายยาเป็น “แรงงานอาชญากรรมทางยาเสพติด” ซึ่งบางคนไม่ใช่ผู้ค้ารายใหญ่ แต่เป็นแค่ผู้หิ้วยา ขนย้ายยา แต่เวลาจับได้ก็จะกลายเป็นผู้ค้ารายใหญ่ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่

             “ผู้ค้ารายใหญ่มีแค่ 200-300 รายเท่านั้น ซึ่งพวกนี้ส่วนใหญ่จะจับได้มาจากการสืบเส้นทางทางการเงิน แต่ 6-7 หมื่นราย ที่เราจับได้แทบไม่ได้อะไรเลย บางรายบ้านเป็นแค่กระต๊อบ ซึ่งเราเห็นเลยว่าเป็นแรงงาน อันนี้เราต้องมาทบทวนกันหลายเรื่อง เรากำลังปรับปรุง พ.ร.บ.ยาเสพติด กำลังยกร่างกันอยู่”

             กระนั้นเขาก็ยอมรับว่า เรื่องนี้ต้องฟังเสียงหลายทาง เพราะประมวลนี้จะรวมไปถึงกฎหมายป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด และ พ.ร.บ.ยา ของกระทรวงสาธารณสุข เอามารวมกันเป็นประมวลใหญ่เพื่อดูว่า บทลงโทษที่ผ่านมาเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร เพราะกฎหมายนั้นเราเอามาจากสหรัฐอเมริกา แต่ขณะนี้เขาเน้นการบำบัดรักษาแทนการจับกุมและปราบปรามแล้ว

             พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า คงไม่รอให้กฎหมายตัวนี้ออกมาก่อน โดยได้ประกาศยุทธศาสตร์ 5 ปี (2558-62) ซึ่งแบ่งงานเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 1.กลุ่มปราบปราม ต้องบังคับใช้กฎหมาย 2.กลุ่มบำบัดฟื้นฟู 3.กลุ่มป้องกัน-สร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มเยาวชน กลุ่มแรงงาน และกลุ่มราษฎรทั่วไป โดยให้กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงพัฒนาสังคมฯ เข้ามามีบทบาท

             ขณะนี้ทั่วโลกเน้นไปที่การ “ป้องกัน” กันหมดแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาของเราให้ความสำคัญน้อยไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังจะน้อยลงไป ซึ่งเราจะทำคู่กันไป แต่จะต้องมาเน้นกระบวนการให้ชัดเจนว่า ใครจะอยู่ตรงไหนในการป้องกัน ปราบปราม การบำบัดฟื้นฟู หรือการป้องกัน-สร้างภูมิคุ้มกัน

             โดยเฉพาะระบบบำบัดฟื้นฟูจะต้องให้ความสำคัญมากขึ้น ซึ่งจะมีการปรับปรุงกฎหมาย “คุมประพฤติ” กับ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ ซึ่ง 2 หน่วยงานนี้จะทำหน้าที่รองรับบำบัดฟื้นฟูคนที่ติดยาเสพติดเข้ามาตามที่ศาลสั่ง

             ส่วนประมวลกฎหมายยาเสพติดตัวใหญ่คงต้องฟังหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เช่น อัยการ ศาล ทหาร ตำรวจ ต้องฟังกันหลายทิศทาง แต่ในส่วนที่อยู่กับกระทรวงยุติธรรม ทั้งป.ป.ส. กรมพินิจ และกรมราชทัณฑ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ต้องขัง เราก็จะเดินไปเลย

             “เส้นทางการเงินมันจะบอกหลายเรื่องกับเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร ผมพูดตรงๆ ว่าเรารู้ ก็จะเห็นภาพเหล่านี้ชัดเจน แต่ไม่ได้หมายความว่ารู้แล้วเราจะเดินเข้าไปจับ เพราะมันไม่มีหลักฐาน ซึ่งพวกนี้ก็รู้ทางหนีทีไล่อยู่ แต่บัญชีเป้าหมายพวกนี้ ก็เรียนตรงๆ ว่า มี”

             อย่างไรก็ตาม การปราบปรามในประเทศจบยาก ต้องยอมรับ เพราะภูมิศาสตร์ของประเทศเรามันเอื้อ เป็นทั้งทางผ่าน แหล่งพักและส่งออก ดังนั้น ที่ผ่านมาจึงได้เดินทางไปแสวงความร่วมมือกับ 4 ประเทศเขตสามเหลี่ยมทองคำ คือ ไทย จีน พม่า และลาว

             รมว.ยุติธรรม ระบุว่า ที่ผ่านมาได้มีการคุยกัน และมีการประชุมเรื่อง “สารตั้งต้น” ในการผลิตยาเสพติด โดยมีประเทศเข้าร่วม 40 ประเทศ และมียูเอ็นดีพีเข้ามาร่วมกับเราด้วย

             “ผมพูดกับ 4 ประเทศว่า เราจะสร้างอาชีพทางเลือกตามแนวทางพระเจ้าอยู่หัวตามแนวตะเข็บชายแดน เพื่อให้ชนกลุ่มน้อยมีอาชีพทางเลือก ซึ่งไทยได้ช่วยเหลือพม่าปีละ 50 ล้าน แต่เรางบประมาณน้อย จึงอยากจะให้พัฒนาอาชีพแบบไทยตามแนวตะเข็บชายแดนไปด้วย ผมว่าต้องแก้ในลักษณะนี้ ไม่รอการปราบในประเทศ”

             อย่างไรก็ตาม รมว.ยุติธรรม ก็ยอมรับว่า เรื่องนี้ต้องใช้เวลา เพราะต้องทำทั้งระบบ และการพูดคุยระหว่างประเทศก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ขณะนี้ทางผู้รับผิดชอบในจีนเห็นด้วยเต็มที่และประธานยูเอ็นดีพีก็ได้ฝากแนวความคิดเรื่องเงินกู้ยืมของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เพื่อนำมาพัฒนา “อาชีพทางเลือก” ในประเทศยากจน