คอลัมนิสต์

ธรรมะจากหลวงพ่อคูณ

ธรรมะจากหลวงพ่อคูณ

19 พ.ค. 2558

ธรรมะจากหลวงพ่อคูณ : บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2558

              การมรณภาพของหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ยังความโศกเศร้าอาดูรให้แก่พุทธศาสนิกชนชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังต้องถือได้ว่า เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่หลวงในแวดวงพระพุทธศาสนาของชาติ เพราะไม่เพียงแต่สรีระสังขาร เมื่อครั้งยังมีลมหายใจได้ดำรงสถานะของเสาหลักจรรโลงใจให้ยึดเหนี่ยว ทั้งในด้านพระธรรมคำสอนและความเชื่ออันนำมาสู่มงคลชีวิตที่ถึงกาลสิ้นสุดลงโดยธรรมชาติเท่านั้น หากแต่วิถีปฏิบัติของหลวงพ่อคูณที่แตกต่างไปจากบรรดาเกจิอาจารย์ทั้งหลายนั่นต่างหากที่เป็นดั่งแม่เหล็ก ดึงดูดให้ผู้คนจากทั่วสารทิศเดินทางสู่วัดบ้านไร่ เพื่อขอให้เทพเจ้าแห่งด่านขุนทดผู้นี้ช่วยขจัดปัดเป่าทุกข์ยากที่พวกเขาประสบอยู่ และสร้างความเชื่อมั่นในการประกอบอาชีพการงาน และการค้าขายให้เจริญรุ่งเรือง ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องนามธรรมคล้ายกับวิธีการของเกจิอาจารย์อื่นๆ หากแต่สิ่งที่หลวงพ่อคูณมอบให้สังคมในลำดับถัดมา ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เพราะเหตุใด ชาวพุทธทั้งหลายจึงอาลัยต่อพระสงฆ์รูปนี้อย่างที่ปรากฏได้ไม่บ่อยนัก
    
              หลวงพ่อคูณย้ำหลายครั้งว่า เครื่องรางของขลัง กระทั่งการเสกเป่า เคาะ เหยียบ ย่ำ เป็นเรื่องของความเชื่อและความพึงพอใจของฝ่ายผู้รับ ข้อสำคัญก็คือ เมื่อคนปรารถนาจะให้เป็นอย่างไร ก็จะให้พร และทำตามใจให้เป็นไปตามนั้น ท่านเองไม่ได้มีญาณวิเศษอะไร พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ที่สุดแล้ว คาถาอาคมของหลวงพ่อคูณส่งผลในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ไปขอรับความช่วยเหลือ ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา วัตรปฏิบัติของหลวงพ่อคูณช่วยให้สังคมได้แยกแยะระหว่างพุทธพาณิชย์อย่างเช่นที่หลายๆ วัดกำลังดำเนินการกันอยู่อย่างมั่งคั่ง ทั้งอาณาจักรขอบเขตพัทธสีมา และตัวของเกจิอาจารย์ผู้มีฐานะดีขึ้นวันแล้ววันเล่า กับพระนักพัฒนาที่ส่งผลประโยชน์โพดผลอันไม่พึงสะสมไว้เกินจำเป็นแก่การครองสมณเพศออกสู่สังคมในรูปของสถานพยาบาล และสถานศึกษาอันเป็นคุณประโยชน์แก่สังคมอย่างอเนกอนันต์
    
              ท่ามกลางกระแสพุทธพาณิชย์ที่โหมกระหน่ำแรงจัดขึ้นเป็นลำดับเมื่อ 20 ปีก่อน หลวงพ่อคูณให้สัมภาษณ์บอกเล่าความห่วงใยของท่านเอาไว้ว่า "กูเป็นห่วงแต่ประเทศชาติบ้านเมืองนั่นแหละ วุ่นวายแท้ วุ่นวายหลายอย่างหลายแนวกระทบกัน แต่ก่อนกูเป็นเด็กเป็นเล็ก กูไม่เคยนึกไม่เคยคิดเลย แก่ตัวแล้วก็นึกไปเอง เป็นห่วงบ้านเมืองเหมือนกัน กูก็ทุ่มแต่เรื่องการก่อสร้างการพัฒนาวัดอย่างเดียว จะไปคอยแต่งบประมาณของแผ่นดินมาพัฒนา มันไม่ใช่มีแห่งเดียว เขาก็ทำทั่วแผ่นดิน งบประมาณของแผ่นดินเอามาก็ตกเป็นค่าหิน อิฐ ทราย ก็หมดแล้ว เอามาจริงๆ ก็ไม่ได้สักเท่าใด ถ้ามาร้อยทำทั้งร้อย บ้านเมืองเราไม่กระจอกอย่างนี้ดอก ถ้ายังไม่ตาย จะทำเรื่อยไป ใครต้องการโรงเรียน ก็สร้างโรงเรียน ใครต้องการสระน้ำ ก็จะทำให้ ไม่ต้องกู้ไม่ต้องยืม เงินที่เขาเอามาฝาก ก็ทำให้เขาซะ คนที่เขามาบริจาคมาเห็น เขาก็ตีแผ่กระจายว่า ทำจริง เอาจริง"
    
              ในพินัยกรรมของหลวงพ่อคูณที่สั่งเสียเอาไว้ว่า ให้มอบสังขารเป็นวิทยาทาน และจัดงานศพอย่างเรียบง่ายที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น แทนที่จะเป็นวัดบ้านไร่ของท่าน ซึ่งยืนยันเจตนารมณ์ที่ว่า "กูไม่อยากให้คนมาหาประโยชน์" นับเป็น "การให้" แก่สังคมอย่างแท้จริงแม้ในวาระสุดท้ายที่สังขารจะคืนสู่ธรรมชาติ เหมือนเช่นที่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา หลวงพ่อคูณสร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล อันถือเป็นทานประเสริฐสุด เพราะเป็นการให้ปัญญาและเยียวยาเพื่อนมนุษย์ ซึ่งนี่คือแบบอย่างที่พุทธบริษัทควรถือเป็นอย่าง เพื่อสันติสุขแห่งสังคมพุทธอันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่แท้จริง