
ประชามติไม่ได้อยู่ในโรดแม็พ!
ประชามติไม่ได้อยู่ในโรดแม็พ! : ขยายปมร้อน โดยจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง สำนักข่าวเนชั่น
ศุกร์ที่ 22 พฤษภาคมนี้ ก็จะครบ 1 ปีเต็ม การเข้ามายึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. แต่ก่อนจะถึงวันเบิร์ธเดย์คสช. ก็ต้องจับตาไฮไลท์การเมืองในวันพรุ่งนี้ (19 พ.ค.) ที่มีโปรแกรมยักษ์ชนกัน 2 ข่าวใหญ่
โปรแกรมแรก คือ การขึ้นศาลอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีโครงการรับจำนำข้าวนัดแรก ของอดีตนายกฯ หญิง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” และโปรแกรมที่สองคือ “การประชุมร่วมระหว่าง คสช. กับ ครม.” ที่ทำเนียบรัฐบาล วาระใหญ่จะเป็นการนำความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญของแต่ละกระทรวงและหน่วยงานมาหารือในที่ประชุมว่า ร่าง รธน.ฉบับนี้ว่าจะนำพาหรือเป็นอุปสรรคในการทำงานบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่
ถ้าพูดถึงประเด็นของร่างรัฐธรรมนูญนั้น มิติที่วิจารณ์กันยับที่หลายฝ่ายยังยอมรับไม่ได้กับหน้าตาร่างรัฐธรรมนูญที่ยังขาดๆ เกินๆ ล้นๆ จนมีเสียงบ่นปนจำใจว่าให้ คสช.อยู่ยาวไปก่อนก็แล้วกันเพื่อทำรัฐธรรมนูญให้ดีที่สุดจนทุกฝ่ายยอมรับได้ ดีกว่าเร่งทำตามกรอบเวลาแล้วรัฐธรรมนูญออกมาไม่ดีและไม่เป็นที่ยอมรับ
อีกประเด็นที่ที่ประชุมร่วม คสช.-ครม.น่าจะหารืออย่างรอบด้านด้วย คือ เรื่องการทำหรือไม่ทำ “ประชามติ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
เรื่องการทำประชามติ เป็นกระแสที่อยู่นอกเหนือโรดแม็พ เพราะไม่ได้บัญญัติไว้ใน 48 มาตราของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 แต่ทว่ากำลังเป็น “แรงกดดัน” มายัง คสช. และรัฐบาล ที่เห็นควรว่าน่าจะใส่ไปในโรดแม็พด้วย เพื่อจะได้รู้ดำรู้แดงไปเลยว่าประชาชนเอาหรือไม่เอารัฐธรรมนูญฉบับนี้
คำตอบเรื่องนี้ ถ้ามติที่ประชุมร่วมออกมาว่า “ให้ทำประชามติ” นั่นเท่ากับว่า คสช.ต้องดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อเปิดช่องให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะส่งผลให้งานต่างๆ ของ คสช.ที่กำหนดไว้ตามโรดแม็พก็ต้องขยับออกไปเพื่อเผื่อเวลาให้เกิดกระบวนการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ ก็เท่ากับว่า คสช.และ ครม.ก็ต้องอยู่ยาวไปอีกพักใหญ่
แต่ถ้าคำตอบของที่ประชุมร่วมออกมาว่า “ไม่ต้องทำประชามติ” นั่นก็เท่ากับว่าทุกสิ่งอย่างเดินไปตามโรดแม็พเหมือนเดิมทุกประการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการเสนอความคิดเห็นหรือยื่นขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญไปที่กรรมาธิการยกร่างฯ ก็จะเข้าตามมาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่ระบุว่า กรรมาธิการยกร่างฯ จะพิจารณาคำขอแก้ไขเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน และจากนั้นกรรมาธิการยกร่างฯ จะเสนอร่างรัฐธรรมนูญต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อพิจารณา “ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นทั้งฉบับ” โดย สปช.ต้องมีมติภายใน 15 วัน และไม่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อความของร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ด้วย
หาก สปช.เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญก็ดำเนินการตามขั้นตอน แต่ถ้าสปช.ไม่เห็นชอบ ก็จะเข้ามาตรา 38 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ก็ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญตกไป และมีผลให้กรรมาธิการยกร่างฯ และ สปช.เป็นอันสิ้นสุดลง และต้องดำเนินการแต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างฯ และ สปช.ขึ้นมาใหม่โดยที่ชุดเก่าไม่สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งได้อีก ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1 ปี
แต่ถามว่า 19 พฤษภาคม จะมีที่ประชุม คสช.-ครม.จะมีความชัดเจนเรื่องประชามติออกมาเลยหรือไม่? คำตอบน่าจะไม่
เมื่อแอบไปถามคนในฟากรัฐบาลและ คสช.เกี่ยวกับการทำประชามติ ได้คำตอบสั้นๆ แต่ได้ใจความชัดเจนว่า "จะทำไปให้โดนคว่ำทำไม?"
คนใน คสช.มองว่า การใช้กลไกของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด โดยเชื่อมั่นว่าสุดท้ายแล้วกรรมาธิการยกร่างฯ จะนำความคิดเห็นและคำขอแก้ไขจากทุกภาคส่วนมาพิจารณาและแก้ไขให้ดีที่สุดจนทุกฝ่ายยอมรับได้ หรือหากกรรมาธิการไม่สามารถทำได้เสร็จภายใน 60 วัน “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ ก็พูดเปิดทางไว้แล้วว่าอาจจะขอขยายเวลาได้ (โดยต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว)
จากนั้นก็อาศัย “สปช.” เป็นด่านสุดท้ายแทนการทำประชามติ เพราะ “สปช.” ก็เป็นตัวแทนจากทุกสาขาอาชีพ สปช.ให้ผ่านก็ผ่าน ไม่ผ่านก็ไปเริ่มต้นใหม่ ดีกว่าการเปิดให้ทำประชามติที่ใช้เงินมหาศาลถึง 3,000 ล้านบาท ที่สำคัญมีความเสี่ยงมากว่าจะทำให้เกิดความวุ่นวาย อาจจะเป็นเวทีประลองกำลังเพื่อคว่ำร่างก็เป็นไปได้
สรุปในมุมของ คสช. ให้เป็นไปตามกระบวนการในโรดแม็พดีกว่า



