คอลัมนิสต์

ขับเคลื่อนระบบสาธารณสุข

ขับเคลื่อนระบบสาธารณสุข

14 พ.ค. 2558

ขับเคลื่อนระบบสาธารณสุข : บทบรรณาธิการประจำวันที่14พ.ค.2558

              กรณีเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์รวบรวม 3 หมื่นรายชื่อ ยื่นเรื่องต่อรัฐบาลขอให้ดำเนินการควบคุมราคาค่ารักษาของโรงพยาบาลเอกชนที่มีอัตราการเรียกเก็บค่อนข้างสูง โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญและให้กระทรวงสาธารณสุขไปพิจารณาถึงเรื่องดังกล่าว ซึ่งในมุมมองหนึ่งนั้นโรงพยาบาลเอกชนเป็นเสมือนทางเลือกของการรักษาพยาบาล และที่มีเสียงสะท้อนกันคือ ธุรกิจโรงพยาบาลจำเป็นต้องยึดหลักธรรมาภิบาลและเอื้ออาทรต่อผู้เจ็บป่วยและคนไข้ โดยเฉพาะคนไทย แต่ธุรกิจโรงพยาบาลก็เป็นหนึ่งในหมวดธุรกิจที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเป็นธุรกิจที่ต้องทำผลกำไรให้แก่กลุ่มลงทุน จึงนำไปสู่ตัวเลขค่ารักษาพยาบาลที่มีการร้องเรียนว่าสูงเกินจริงไปมากหลายเท่าตัว

              ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรทั้งหมดกว่า 60 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 9.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 14.5 ของประชากร โดยเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 5 แสนคน คาดว่าภายในปี 2568 ไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ จำนวนผู้สูงอายุจะมีประมาณ 14.4 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด กล่าวคือจะมีผู้สูงอายุ 1 คนในประชากรทุก 5 คน ยิ่งเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญว่าระบบสาธารณสุขของไทยจะรองรับภาวการณ์ดังกล่าวได้ดีแค่ไหน เนื่องจากผู้สูงวัยย่อมมีอัตราการเข้าใช้บริการในโรงพยาบาลมากกว่าคนหนุ่มสาวหรือวัยทำงานแน่นอน จึงต้องเตรียมความพร้อมให้แก่ประชากรสูงวัย

              ในขณะที่โรงพยาบาลของรัฐ มีคำถามมาเสมอว่า ได้ให้บริการรักษาอย่างมีคุณภาพพอเพียงหรือยัง ทั้งในเรื่องปริมาณและคุณภาพ เพราะที่ปรากฏอยู่นั้น มีความแออัดอย่างมากตามโรงพยาบาลใหญ่ และโรงพยาบาลศูนย์ของหัวเมืองใหญ่ ผู้ป่วยต้องมารอรับการรักษาหลายชั่วโมงแต่ได้พบแพทย์ตรวจเฉลี่ยรายละ 5 นาทีเท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นมานานหลายปี แม้หน่วยงานภาครัฐ ซึ่งก็รับทราบปัญหา แต่การแก้ไขก็ยังไม่สามารถลุล่วงไปได้ แนวทางที่พยายามส่งเสริมให้โรงพยาบาลตำบลและโรงพยาบาลอำเภอเป็นหน้าด่านแรกที่รักษาผู้ป่วย เพื่อไม่ให้ปริมาณผู้ป่วยทะลักเข้ามายังโรงพยาบาลใหญ่ก็ยังไม่เห็นผลเกิดขึ้น เพราะความเชื่อมั่นในเรื่องคุณภาพประกอบกับมาตรการส่งต่อผู้ป่วยยิ่งทำให้กระจุกตัว

              ระบบสาธารณสุขของไทย ในด้านมิติเรื่องจำนวนโรงพยาบาล เครื่องมือการแพทย์ ซึ่งเป็นการลงทุนด้านงบประมาณน่าจะแก้ไขไม่ยาก แต่สิ่งที่ยังต้องเร่งแก้ไขสำคัญกว่าคือ ในเรื่องบุคลากรทางการแพทย์ อาทิ หมอ พยาบาล ที่ยังขาดแคลนอย่างมากในเขตพื้นที่ห่างไกลหรือในชนบท หากสามารถจัดสรรให้โรงพยาบาลทุกแห่งมีบุคลากรการแพทย์และอุปกรณ์ที่มีความพร้อมเพียงพอและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่ได้ เชื่อว่าจะแก้ไขความแออัดของผู้ป่วยในโรงพยาบาลใหญ่ได้ และจะเป็นที่พึ่งของประชาชนส่วนใหญ่ด้วย ส่วนใครที่มีกำลังเงินทองก็มีทางเลือกไปใช้โรงพยาบาลเอกชน แต่ทุกวันนี้ประชาชนไม่มีทางเลือกไปโรงพยาบาลของรัฐกลับได้รับบริการที่ย่ำแย่ จึงถึงเวลาที่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นแล้ว