คอลัมนิสต์

‘โรฮิงญา’ชาติพันธุ์กับการชี้นำ

‘โรฮิงญา’ชาติพันธุ์กับการชี้นำ

12 พ.ค. 2558

‘โรฮิงญา’ชาติพันธุ์กับการชี้นำ : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

             เมื่อน่านน้ำเข้าไทยถูกตรวจเข้ม จนแทบจะปิดตายไม่มีช่องทางเล็ดลอดเข้ามา ทำให้ “เรือมนุษย์ โรฮิงญา” ต้องเคว้งคว้างกลางทะเล บ้างก็ไปขึ้นฝั่งที่อินโดนีเซีย บ้างก็ขึ้นที่เกาะใกล้เคียง

             ซึ่งนั่นก็ถือว่า โชคดีมากแล้ว

             ชาวโรฮิงญาอพยพหนีภัยสงคราม และการปฏิเสธที่จะให้เป็นพลเมืองของพม่า บ่ายหน้ามาประเทศไทย และบางส่วนได้เลยไปประเทศมาเลเซียมาหลายปีมาแล้ว

             ทางการไทยแบ่งรับแบ่งสู้ที่จะดูแล และหากเป็นไปได้ก็จะให้การช่วยเหลือตามมนุษยธรรม จากนั้นก็จะผลักดันออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นวิธีการที่ชาติอื่นๆ ก็ปฏิบัติเช่นนั้น

             แต่ที่เป็นปัญหาก็คือ ในระยะหลังดันเกิดมีขบวนการค้าทาสโรฮิงญาเกิดขึ้น ไม่เพียงแต่สร้างกรรมสร้างเวรให้แก่เพื่อนมนุษย์ร่วมโลกเท่านั้น แต่ยังทำให้ประเทศไทยถูกจัดอันดับความร่วมมือในการปราบปรามการค้ามนุษย์ในระดับที่ต่ำสุด

             ภายหลังจากการจับกุมหัวโจกค้าโรฮิงญาได้ และขยายผลจนออกหมายจับผู้ที่ร่วมขบวนการได้กว่าครึ่งร้อย หลายคนเชื่อว่า ไม่น่าจะทำให้อันดับของไทยดีขึ้น ด้วยเพราะระยะเวลาที่สหรัฐจะพิจารณาจัดอันดับนั้นจะมีขึ้นปลายเดือนพฤษภาคม-ต้นเดือนมิถุนายน

             ถึงแม้ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม จะยืนยันว่า ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สหรัฐพอใจในการดำเนินการของไทยก็ตาม

             ต้องยอมรับว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้เป็นผู้ก่อปัญหา หรือละเลยให้ปัญหาลุกลาม...ตรงกันข้าม ขบวนการค้าทาสโรฮิงญามีมานานแล้ว แต่ไม่ได้รับการแก้ไข

             ในขณะที่ชาวโรฮิงญาเองก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะไปเป็นทาสแรงงานให้ใคร แต่ด้วยความที่ถูกบีบคั้นจากคนในถิ่นฐานบ้านเกิดสร้างสงครามจนไม่อาจอยู่ได้ รัฐบาลถิ่นเกิดก็ไม่ได้ถือว่าเป็นพลเมืองของประเทศ จึงจำต้องเลือกไปตายเอาดาบหน้า...ทุกข้อเสนอไม่ว่าจะยากลำบากแค่ไหนก็เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับและไขว่คว้า เพื่อให้ได้พ้นจากนรก ณ ถิ่นเกิด

             แน่นอนว่า พวกเขาไม่เคยคิดหรอกว่า ยังมีนรกที่มีคนเตรียมไว้ให้ไปเยือน

             เบื้องหลังหน้ากากของนายหน้าค้าทาสเหล่านั้น อย่าว่าแต่ชาวโรฮิงญาที่ไม่เคยมีโอกาสได้เห็น แม้แต่คนไทยด้วยกันก็ยากจะรับรู้มาก่อนว่า ยังมีคนประเภทที่ไม่เห็นคนเป็นคนอยู่ร่วมโลก

             ถึงแม้ว่าในวันนี้ยังคงมีคำถามว่า กฎหมายใดบ้างที่จะเอาผิดคนประเภทนี้ได้อย่างสาสม ในเมื่อชาวโรฮิงญานั้น ไม่มีฐานเป็นพลเมืองของประเทศใด พม่าก็ไม่ยอมรับ บังกลาเทศยิ่งไม่รับรู้การเสียชีวิตของโรฮิงญาที่ผ่านมา จึงเป็นเพียงการชี้ไปที่ ความเจ็บป่วย หรือไม่ก็อดอาหาร...หาได้เป็นการถูกกระทำให้เสียชีวิตไม่

             การลงทัณฑ์โดยรัฐจึงถูกจับตามองว่า นับจากนี้จะเป็นอย่างไร และถูกคาดหวังว่า คงจะไม่เป็นเช่นการจัดการที่ดูจะมีจุดมุ่งหมายบางอย่าง อย่างเช่น การจัดให้มีการเรียกขานชื่อชาวโรฮิงญาใหม่ โดยอ้างถึงอักษรที่เรียกขานเป็นภาษาอังกฤษ ROHINGYA เลือกที่จะไม่ให้ใช้ NG ที่เมื่อเทียบเป็นอักษรไทยแล้วเท่ากับ “งองู” แต่ไปผ่าเอาไปประกอบกับ GY ที่ไม่มีปรากฏมาก่อน แล้วให้ออกเสียงว่า โรฮินจา

             ทั้งที่ความจริงแล้วชาวโรฮิงญาก็เรียกตัวเองว่า โรฮิงญา ! อย่างไรก็ตาม สื่อหลายสำนักก็เลือกที่จะเรียกขานตาม ซึ่งหากมองในแง่ของจิตวิทยาก็ต้องเรียกว่า เป็นการชี้นำที่ได้ผลเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็นการทำสอบภาวะผู้นำ หรือภาวะการตามของสังคม

             ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็น่าเห็นใจชาวโรฮิงญา ที่แม้แต่ชื่อที่บ่งบอกถึงชาติพันธุ์ก็ยังปกป้องเอาไว้ไม่ได้