
ไทยปรับเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน
ไทยปรับเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา คงทนไม่ไหว เพราะเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา หลังจากมีการตั้งศูนย์อำนวยการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนนั้น ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม ดีแต่พูดเสียมากกว่า ทั้งๆ ที่ตัวท่านเองบอกย้ำเสมอว่า เรื่องอาเซียนเป็นวาระเร่งด่วนและเป็นวาระแห่งชาติ
จนทำให้มีการปรับโครงสร้างใหม่ของศูนย์ โดยนายกรัฐมนตรีเข้ามานั่งเป็นประธานเอง แทนคนปัจจุบันคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร เล่นเอาบรรดาเหล่าข้าราชการที่เกี่ยวกับการเตรียมพร้อมไทยในอาเซียนทุกแหล่งถึงกับตะลึง เพราะเท่ากับว่า ตอนนี้ รมว.ต่างประเทศ ไม่มีความรับผิดชอบในเรื่องการเตรียมความพร้อมอาเซียนโดยตรง นอกจากว่านายกรัฐมนตรีให้มานั่งแทนเป็นประธานเวลามาเองไม่ได้เท่านั้นเอง
อย่างไรก็ดี กระทรวงการต่างประเทศยังเป็นองค์กรหลักในการเตรียมความพร้อมไทยในอาเซียน นายกรัฐมนตรีกำชับว่า ให้เตรียมแผนห้าปีมาดูก่อน สิบปีนานไป เพราะอยากรู้ว่าเราได้เตรียมพร้อมอะไรไว้ ที่ผ่านมาเกือบหนึ่งปีต้องยอมรับว่า ไม่มีอะไรน่าประทับใจ สิ่งที่ทำได้โดยไม่ต้องเสียเงิน เช่น อาเซียนเลนในสนามบินระหว่างประเทศ ก็ได้ทำแบบผิดๆ ถูกๆ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่เข้าใจว่า การเข้าเป็นประชาคมอาเซียนนั้น หมายถึงอะไร และต้องปรับตัวอย่างไรในองค์กรของตน
หลังจากเข้าประชุมสุดยอดครั้งล่าสุดที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เดือนที่แล้ว นายกรัฐมนตรีประยุทธ์เกิดฟิต เพราะรู้สึกว่าไทยน่าจะทำอะไรได้มากกว่าในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ถ้าระบบราชการและเจ้าหน้าที่เอื้ออำนวย เลยตัดสินใจมานั่งเป็นประธานในการประชุมศูนย์อำนวยการเตรียมความพร้อมประเทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเสียเอง
นักลงทุนและนักธุรกิจรู้ดีว่า ไทยที่เปิดกว้างมีความสะดวกสบายในการทำมาค้าขายและการลงทุนจะมีคุณค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจและเสริมสร้างงานให้คนในประเทศ ไทยมีที่ตั้งจุดยุทธศาสตร์ที่ดี มีประโยชน์ต่อการติดต่อทุกภาคส่วนของแผ่นดินใหญ่เอเชียอาคเนย์ ฉะนั้นไทยต้องทำประเทศให้มีความเป็นมิตรภาพและสามารถเข้าถึงในทุกเรื่องได้ (friendly and accessible) แต่ปรากฏว่า องค์กรที่เกี่ยวข้องยังทำงานอาเซียนแบบเดี่ยวๆ
ตามจริง มันถึงเวลาแล้ว แต่ละกระทรวงน่าจะมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงผู้มีความเข้าใจภาพใหญ่ของประชาคมอาเซียนทำงาน เพื่อทำหน้าที่ประสานงานและแนะนำหน่วยงานรัฐต่างๆ ในเรื่องการทำงานร่วมกัน เพื่อให้มีประสิทธิภาพและสามารถทำตามแผนปฏิบัติการ ในขณะนี้องค์กรรัฐบาลส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่า การเข้าสู่ประชาคมนั้น หมายถึงอะไร ต้องทำอะไรบ้าง
นายกรัฐมนตรีดูเหมือนให้ความสนใจในเรื่องความมั่นคงมากในยุคของประชาคมอาเซียน เรื่องฮอตที่สุดคือ การบริหารจัดการชายแดน ยิ่งมีเรื่องชาวโรฮิงญาที่เข้ามาตายในแคมป์กักกันในชายแดน ไม่ใช่มีแต่เฉพาะชายแดนไทย-มาเลเซียเท่านั้น ทุกชายแดนที่มีประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว และกัมพูชา มีปัญหาเหมือนกันหมด เช่น ค้ายาเสพติด ลักพามนุษย์ กาสิโน เป็นต้น
เรื่องที่สองคือ การเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล ต้องยอมรับว่า ทางกองทัพเรือหละหลวม ไม่สามารถทำหน้าที่ในการปกป้องทรัพยากรทางทะเลและความปลอดภัยได้อย่างแท้จริง
เรื่องที่สามคือ การแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ทางรัฐบาลอาเซียนทุกประเทศเป็นห่วง แต่ประเทศไทยมีปัญหามากกว่าประเทศอื่น เพราะมีพื้นที่ติดกับประเทศด้อยพัฒนากว่ามีเรื่องการนำแรงงานเข้ามาและการลักลอบการค้าอื่นๆ ที่ผิดกฎหมาย
สองประเด็นสุดท้ายที่นายกรัฐมนตรีสนใจคือ เรื่องการสร้างไว้ใจและการทูตเชิงป้องกัน และการเสริมสร้างศักยภาพการปฏิบัติการทางทหารร่วมกัน ทั้งสองประเด็นไทยน่าจะทำได้ดี เพราะไทยเคยมีประสบการณ์ในการรักษาสันติภาพในติมอร์ตะวันออกและในกัมพูชา ความร่วมมือทางทหารกับประเทศเพื่อนบ้านมีความสำคัญ เพราะมันเท่ากับเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ
นอกจากนั้น ยังแถมเรื่องความสำคัญจุดผ่านแดน ปัญหาหมอกควันและการเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาด เป็นการบ้านสำหรับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางแก้ไขในบริบทไทยและอาเซียนต่อไป



