คอลัมนิสต์

บทเรียนกรณีพิพิธภัณฑ์

บทเรียนกรณีพิพิธภัณฑ์

12 พ.ค. 2558

บทเรียนกรณีพิพิธภัณฑ์ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 12 พฤษภาคม 2558

              แม้ว่า นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร ได้ออกมายืนยันแล้วว่า กรมศิลปากรจะไม่ย้ายพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครปฐม ไปรวมกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ตามที่ชาวชุมชน นักวิชาการ ผู้นำท้องถิ่น และพ่อค้าประชาชนใน จ.นครปฐม ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน แต่จะเป็นการนำโบราณวัตถุไปฝากไว้กับพิพิธภัณฑสถานอู่ทองเป็นการชั่วคราว ในระหว่างที่รอการหาสถานที่จัดสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งใหม่ เพราะสถานที่ตั้งในปัจจุบันไม่สามารถขยายได้ เนื่องจากติดปัญหาเป็นที่ดินของวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร แต่กลุ่มผู้คัดค้านก็ยังคงเดินหน้าแสดงพลังเรียกร้องไม่ให้กรมศิลปากรเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุออกจากที่ ด้วยพวกเขาเห็นว่า เป็นสมบัติของชาวนครปฐมโดยส่วนรวม

             พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ขององค์พระปฐมเจดีย์ ใช้เป็นที่รวบรวมและเก็บรักษาโบราณวัตถุหายาก ตั้งแต่สมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12-16 ปัจจุบันยังคงเป็นพิพิธภัณฑสถานในความดูแลของวัดพระปฐมเจดีย์ และในปร พ.ศ.2477 ได้ยกฐานะเป็น "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ" ในความดูแลของกรมศิลปากร ต่อมาเมื่อจำนวนโบราณวัตถุเพิ่มมากขึ้นทำให้อาคารพิพิธภัณฑสถานหลังเดิมคับแคบ ในปี พ.ศ. 2510 กรมศิลปากรจึงได้รับงบประมาณให้สร้างอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งใหม่ ภายหลังแล้วเสร็จ จึงเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุจากพิพิธภัณฑสถานหลังเดิมมาจัดแสดงไว้ที่อาคารทรงไทยประยุกต์หลังปัจจุบัน โดยโบราณวัตถุส่วนใหญ่เป็นหลักฐานในวัฒนธรรมทวารวดี ซึ่งเป็นช่วงอดีตที่รุ่งเรืองของดินแดนนครปฐม ปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ มีบทบาทในการเก็บรักษามรดกอันมีคุณค่าทั้งด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาติ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาของประชาชน

             ประเด็นการเคลื่อนไหวของชาวชุมชนนครปฐมครั้งนี้ อาจถือได้ว่าเป็นอีกโมเดลหนึ่งของการต่อสู้ในระดับชุมชน ที่พวกเขาได้เรียนรู้ร่วมกันว่า มีภาระหน้าที่ที่จะต้องเข้าไปมีสิทธิมีส่วนในการดูแล บริหาร และจัดการทรัพย์สมบัติของท้องถิ่นซึ่งเป็นของส่วนรวม โดยเฉพาะมรดกทางวัฒนธรรม อันถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาล้ำค่า ควรแก่การรักษาไว้เพื่อการศึกษาและบอกเล่าเรื่องราวของแผ่นดินถิ่นเกิด ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าผลประโยชน์ที่วัดได้เป็นเม็ดเงินจากการท้องเที่ยว ซึ่งเป็นข้อครหาหนึ่งว่า กรณีที่เกิดขึ้นเพราะมีการเมืองที่ต้องการจะดึงเอาโบราณวัตถุเหล่านี้ไปเป็นแม่เหล็กดึงดูดผลประโยชน์เข้าจังหวัดอยู่เบื้องหลัง ซึ่งแม้ว่าจะมีคำปฏิเสธอย่างแข็งขันตามมา แต่เมื่อชาวชุมชนไม่ไว้วางใจเสียแล้วก็เป็นเรื่องยากที่กรมศิลปากรจะดำเนินการใดๆ ต่อไป แม้ว่าจะไม่มีเจตนาแอบแฝงดังว่าแม้แต่น้อยก็ตาม

             การต่อสู้ของชาวนครปฐมครั้งนี้ คงไม่มีเดิมพันอะไรที่มากไปกว่า การแสดงออกถึงความหวงแหนมรดกทางวัฒนธรรมของชาวชุมชน ซึ่งจะเป็นบทเรียนให้ท้องถิ่นอื่นๆ ได้ลุกขึ้นมาปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาที่บางครั้งไม่อาจวัดออกมาเป็นเม็ดเงิน เหมือนอย่างเช่นสถานที่ท่องเที่ยว ร้านค้า พาณิชยกรรม ตลาดน้ำจำลอง ฯลฯ เพราะโบราณวัตถุทุกชิ้นล้วนทรงคุณค่าในองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจในอดีตเท่านั้น หากแต่คือแหล่งเรียนรู้หลักของท้องถิ่นที่เป็นบ่อเพาะความแข็งแกร่งด้านการปกครองและดูแลตัวเอง ซึ่งเป็นต้นธารของการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยประชาชนอย่างแท้จริง