
ส่องสัญญาณประชามติใต้ความกลัวที่มโนไปเอง
ส่องสัญญาณประชามติใต้ความกลัวที่มโนไปเอง : ขยายปมร้อน โดยขนิษฐา เทพจร
แม้ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ จะบอกว่า วันที่ 19 พฤษภาคมนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะประชุมร่วมกันเพื่อตัดสินว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 หรือไม่ แต่ยังไม่ใช่สัญญาณนำไปสู่คำตอบว่า จะเปิดให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่สังคม และเสียงข้างมากของเครือข่ายแม่น้ำ 5 สาย คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ - สภาปฏิรูปแห่งชาติ - คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เรียกร้อง
เพราะคนที่มีอำนาจตัดสินใจหนึ่งเดียว คือ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯ และหัวหน้าคสช. ฐานะเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์
แม้กระแสเสียงที่อยากให้ทำประชามติได้ยกข้อดีของผลที่จะเกิดขึ้น คือการสร้างความยอมรับ และตอบโจทย์ความชอบธรรมที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะอยู่บังคับใช้คู่สังคมไทยนานหลายปี แต่ผู้รู้อีกฝ่ายยังยกเหตุความอ่อนไหวในสถานการณ์บ้านเมือง-ความขัดแย้งเป็นข้อโต้แย้ง
ประเด็นความไม่สงบ ไม่ปรองดอง ถือเป็นความอ่อนไหวอย่างที่สุด ที่ “หัวหน้า คสช.” ต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เหตุผลสำคัญประการหนึ่ง หากเปิดให้ประชาชนออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อตัดสิน ตามเงื่อนไขทางกฎหมายว่าด้วยการทำประชามติ และข้อเรียกร้องของสังคม คือ ต้องเปิดกว้างให้ฝ่ายที่เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญแสดงความเห็นได้เต็มที่ ให้มีการจัดเวที รณรงค์เกี่ยวกับรายละเอียดร่างรัฐธรรมนูญ โดยไม่ถูกปิดกั้นจากอำนาจของฝ่ายรัฐ เพื่อให้ประสิทธิผลของประชามติออกมาตรงความต้องการ นั่นอาจกลายเป็นอุปสรรคหนึ่งของการเดินหน้าปฏิรูปประเทศตามโรดแม็พ
แต่หากจับทางของสถานการณ์ ทั้งจากฝ่าย “นักการเมือง 2 ขั้วใหญ่” ที่ยังมีอิทธิพลในพื้นที่ ซึ่งประสานเสียงให้เปิดทางทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถึงขั้นยอมให้วันเลือกตั้งที่เป็นทางขึ้นสู่อำนาจ ถอยห่างจากปฏิทินที่กำหนด ขณะที่ “กลุ่มการเมือง” ซึ่งแกนนำหลักผูกติดกับพรรคการเมืองขั้วใหญ่ ก็ส่งสัญญาณทำนองเดียวกัน
ส่วน “ภาคนักวิชาการ-ประชาชนที่แสดงจุดยืนไม่ยอมรับการรัฐประหาร” ทั้งในนาม กลุ่มมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน-เครือข่ายองค์กรวิชาการ-สื่อออนไลน์ ที่เริ่มจัดพื้นที่ให้มีการออกเสียงประชามติขนาดทดลอง ในสถาบันการศึกษา และโลกออนไลน์ แม้จะเป็นจุดเริ่มจากกลุ่มก้อน สะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณที่ดีหากจะทำประชามติอย่างเป็นทางการ
จุดที่เริ่มไปแล้ว คือ เวทีพลเมืองมติ ของนักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม
งานนี้นักวิชาการในทีม “รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล” บอกเหตุผลเพื่อให้ประชาชนตื่นตัวต่อการแสดงความเห็น และแลกเปลี่ยนความคิดต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญไม่เปิดให้ประชาชนเข้าถึง โดยเวทีต่อไปจะจัดขึ้นอีกและทำในวงสาธารณะที่เปิดกว้างเมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านชั้นการลงมติโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้ว ซึ่งในใจลุ้นให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขสำคัญ คือ ไม่ปิดปาก-เปิดกว้างการแสดงความคิดเห็นและรณรงค์อย่างเต็มที่ และหาก คสช.เข้ามาเพื่อลดความขัดแย้งจริง ต้องเปิดทางให้มีประชามติ ไม่เช่นนั้นร่างรัฐธรรมนูญอาจกลายเป็นเชื้อไฟเติมความขัดแย้งอีกในอนาคต
อีกส่วนคือ เว็บไซต์ prachamati.org ที่มี “จอน อึ๊งภากรณ์" พร้อมเครือข่ายสำนักข่าวประชาไท-สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า, สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติวิธี และโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw ที่เปิดตัวและประเดิมตั้งประเด็นเกี่ยวกับรายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญให้ผู้สนใจร่วมลงมติ เพื่อหวังปลุกกระแสคนไทยให้สนใจรายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญ ในงานเปิดตัว “อ.จอน” บอกว่า แม้การทำประชามติออนไลน์ไม่สามารถนำผลไปอ้างอิงอย่างเป็นทางการได้ แต่จุดนี้ถือเป็นการสร้างกระแสสู่สาธารณะ และส่งถึงผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการอยากให้เกิดขึ้น และอย่ากลัวว่าระหว่างประชามติความขัดแย้งจะเกิด เพราะความเห็นต่างที่จะเกิดถือเป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตย
เมื่อกระแสของผู้เห็นต่าง ร่วมใจแสดงจุดยืนต่อกระบวนการทำประชามติที่อยากให้เกิดจริง เชื่อแน่ว่าเขาจะไม่ปลุกระดมคนจนนำไปสู่การเผชิญหน้าอย่างแน่นอน เพราะหากทำเท่ากับเป็นการตัดโอกาสต่อการมีส่วนร่วมกำหนดกติกาสูงสุดของบ้านเมืองที่มีผลกระทบต่อหลายภาคส่วน
เมื่อรัฐธรรมนูญเดินมาถึงจุดนี้ และคนไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมต่อการกำหนดกติกาประเทศ อย่าให้ “ความกลัว” ที่สร้างขึ้นเพื่อหลอกตัวเองเป็นอุปสรรคขวางการพัฒนาประเทศตามเจตนารมณ์ของประชาชนเลย



