
อย่าส่งสัญญาณผิดเพี้ยน
อย่าส่งสัญญาณผิดเพี้ยน : บทบรรณาธิการประจำประจำวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2558
ความเอาจริงเอาจังอย่างแข็งขันของรัฐบาลไทยภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผู้มีอำนาจพิเศษอันเด็ดขาดสามารถตัดสินใจสั่งการได้ในทันทีอยู่ในมือ คือแรงผลักดันให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์โดยเฉพาะกระทำทารุณกรรมกับชาวโรฮิงญาเร่งรัดใช้ทุกมาตรการทางกฎหมายเพื่อพยายามเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการ พร้อมกับมาตรการยับยั้งสกัดกั้นเพื่อตัดเส้นทางการค้ามนุษย์ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกต่อเนื่องไปถึงชายแดนที่ติดกับประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้ เป้าหมายก็เพื่อแสดงให้นานาชาติ โดยเฉพาะบางประเทศที่กำลังจับตามองประเทศไทยด้วยภาพที่เป็นลบได้เห็นถึงความจริงใจในอันที่จะดำเนินความพยายามทุกอย่างทั้งกฎหมายของไทยและตามกติกาสากลยับยั้งปัญหา กระนั้นก็ดี ในความเข้มข้นของมาตรการก็จะต้องไม่หลงลืมเรื่องมนุษยธรรม ซึ่งเคยเป็นปัญหากับประเทศไทยมาแล้ว
ชาวโรฮิงญาอพยพจากรัฐยะไข่ ประเทศพม่า เข้าสู่ประเทศศรีลังกา และบางส่วนเล็ดลอดมาถึงประเทศไทย เช่นเดียวกับอีกหลากชาติพันธุ์ในดินแดนด้านตะวันตกของไทยที่บ่ายหน้าสู่ดินแดนฟากตะวันออกดำเนินสืบมาช้านาน นับเนื่องจากที่พม่าปลดแอกจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษเมื่อปี 2491 หลายทศวรรษต่อมาเมื่อนโยบายรัฐบาลพม่าต่อชนกลุ่มน้อยเปลี่ยนไป ขณะที่การเจรจาระหว่างรัฐบาลกับกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ต่างๆ ในพม่าเพื่อยุติความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนตะวันออกของประเทศเริ่มขึ้น เหตุการณ์จลาจลทางเชื้อชาติระหว่างคนพม่าและชาติพันธุ์อื่นๆ ที่นับถือพุทธกับมุสลิมรวมรวมทั้งโรฮิงญาก็ปะทุด้วยเช่นกันในรัฐยะไข่เมื่อปี 2555 ยังผลให้ชาวโรฮิงญาซึ่งถูกตัดขาดจากการยอมรับทางชาติพันธุ์ทั้งพม่าและบังกลาเทศยิ่งตกอยู่ในสถานการณ์ถูกกระทำทารุณราวกับมีกฎหมายรองรับ พวกเขาจึงจำเป็นต้องเลือกทางเดินที่ยากจะหลีกเลี่ยงคือไปตายเอาดาบหน้า นี่จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับนานาประเทศที่เกี่ยวข้องกับการยับยั้งการหลบหนีเข้าเมืองของโรฮิงญา
สำหรับแนวทางการดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาชาวโรฮิงญาของรัฐบาลไทยนั้น พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่า ลำพังประเทศไทยเพียงประเทศเดียวคงไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ เพราะจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากมิตรประเทศ ตั้งแต่ประเทศต้นทางที่เป็นแหล่งที่พำนักของชาวโรฮิงญา และประเทศที่สามหรือประเทศปลายทางที่โรฮิงญาต้องการจะไปพำนักหรือค้าแรงงาน หากต้องการแก้ไขอย่างตรงจุดจำเป็นต้องได้รับความร่วมือจากนานาประเทศที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับทวิภาคี พหุภาคี ทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทางของผู้อพยพหลบหนี เหล่านี้่เพื่อให้เป็นการจัดการทั้งระบบ ขณะที่การแก้ปัญหาภายในหากพบว่ามีประชาชนหรือเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องเรียกรับผลประโยชน์หรือมีส่วนได้เสียกับขบวนการค้าแรงงานโรฮิงญา รัฐบาลมีจุดยืนชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการโดยเด็ดขาด
เมื่อหลายปีก่อน ประเทศไทยเคยได้รับบทเรียนสำคัญจากนโยบายเกี่ยวกับผู้อพยพชาวโรฮิงญา ด้วยมาตรการผลักดัน ซึ่งนานาชาติมองว่าเป็นการปฏิบัติอันไร้มนุษยธรรม เมื่อปัญหาโรฮิงญาอพยพหวนกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง รัฐบาลก็ไม่ควรจะปล่อยให้ระดับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ปฏิบัติต่อผู้อพยพอันผิดหลักหลักสากล หรือแม้แต่ในมโนสำนึกของปุถุชนคนทั่วไป การส่งสัญญาณเอาจริงเอาจังกับปัญหานี้ จึงจำเป็นต้องชัดเจนไม่เพียงด้านกฎหมาย ความเข้มงวดกวดขันที่แข็งขันเฉียบขาดเท่านั้น การแก้ปัญหาก็ต้องยืนอยู่ในหลักมนุษยธรรม แม้ว่าทุกชาติพยายามหลีกเลี่ยงที่จะรับภาระ แต่ประเทศไทยก็ไม่อาจปัดปัญหาให้พ้นตัว หากแต่ต้องบริหารจัดการภายใต้การแสวงหาความร่วมมือระดับนานาชาติ



