คอลัมนิสต์

รัฐต้องจัดการปัญหาค้า‘มุสลิมโรฮิงญา’แบบถอนรากถอนโคน

รัฐต้องจัดการปัญหาค้า‘มุสลิมโรฮิงญา’แบบถอนรากถอนโคน

07 พ.ค. 2558

รัฐต้องจัดการปัญหาค้า ‘มุสลิมโรฮิงญา’แบบถอนรากถอนโคน : กระดานความคิด โดยสมชาย สามารถ

              การขุดพบโครงกระดูก-ศพ จำนวน 26 ศพ ของชาว“โรฮิงญา” บริเวณเทืองเขาแก้ว หมู่ 8 บ้านตะโล๊ะ ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา และการขยายผลไปอีกหลายจุดที่เป็นสถานที่กักกันในพื้นที่ ทำให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยและสำนักจุฬาราชมนตรีออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ ในฐานะที่ “โรฮิงญา” เป็นมุสลิมด้วยกัน
                  
              ดร.วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานสำนักจุฬาราชมนตรีประจำภาคใต้ จ.สงขลา เห็นว่า การเข้าไปดูแลช่วยเหลือโรฮิงญาทำมาโดยตลอดตั้งแต่มีการช่วยเหลือโรฮิงญากว่า 800 คน เมื่อ 2 ปีที่แล้ว
                  
              โดยครั้งนั้นได้เข้าไปดูแลเรื่องอาหาร ประสานงานกับเจ้าหน้าที่เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดูแล แม้จะต้องอยู่ในสถานที่กักกันอะไรก็ตาม “ครั้งนี้มันเกินความสามารถที่เราจะเข้าไป เพราะเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ ทั้งทหาร ตำรวจ แต่ติดตามข่าวทราบว่ามีการขุดพบศพอย่างต่อเนื่อง โดยสิ่งที่เราเข้าไปคือ เมื่อพบผู้เสียชีวิต ก็ต้องเอามาจัดการตามหลักศาสนา อย่าง 20 ศพที่ขุดพบครั้งแรกเราก็เข้าไปจัดการไปตามหลักศาสนาในการเอามาทำละหมาด ทำพิธีฝัง ให้เรียบร้อย เพราะเราไม่มั่นใจว่าตอนที่เขาเสียชีวิต ไม่รู้ว่าใครได้ทำพิธีอะไรบ้างแล้ว
    
              ดร.วิสุทธิ์ กล่าวชื่นชมรัฐบาลที่ทลายขบวนการค้ามนุษย์โรฮิงญา สิ่งที่อยากจะฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือ ถ้าเป็นศพของมุสลิมโรฮิงญา ก่อนจะจัดการอะไร อยากให้ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรรมการอิสลามประจำจังหวัด หรือติดต่อสำนักจุฬาราชมนตรีโดยตรง เพื่อให้การจัดการเป็นไปตามหลักของศาสนา ที่สำคัญอยากให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการแบบขุดรากถอนโคนขบวนการค้ามนุษย์โรฮิงญา เพราะว่าการกระทำของกลุ่มขบวนการนี้ถือว่าเลวร้ายมาก กระทบทั้งภาพลักษณ์ของประเทศ การทำให้เหยื่อสูญเสียอิสรภาพ เสื่อมเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผิดหลักศาสนา ซึ่งหากมีมุสลิมเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ ก็ให้จัดการเด็ดขาด ตามกฎหมาย เนื่องจากจนถึงขณะนี้เท่าที่ติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ก็ยังห่วงว่าจะไปไม่ถึงไหน เพราะว่าถ้าประเมินการทำงานในขณะนี้ เหมือนมีเป้าหมายเพื่อประเทศไทยหลุดพ้นจากประเทศที่ถูกจับตาของสังคมโลกเรื่องการค้ามนุษย์เท่านั้น
                  
              "ผมกลัวว่าพอทำไปสักระยะ ถ้าหลุดพ้นจากการถูกจับตาทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิมอีก เพราะกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์โรฮิงญาในบ้านเรามันหยั่งราก แล้วก็มีผู้ที่มีอิทธิพลเข้าไปเกี่ยวข้องจำนวนมาก ไม่อยากให้เจ้าหน้าที่จับเฉพาะปลาซิว ปลาสร้อย เท่านั้น แต่จะต้องจัดการกับผู้ที่อยู่เบื้องหลัง สั่งการ เกี่ยวข้องทั้งหมดในทำระดับทั้งหมดรวมทั้งตัวการใหญ่ เพราะจากการเฝ้ามองปัญหาการค้ามนุษย์โรฮิงญาในพื้นที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็พบว่า การดำเนินการของกลุ่มขบวนการมีความโหดเหี้ยม รุนแรง เพิ่มขึ้น เพราะเมื่อสามารถทำอะไรที่โหดเหี้ยมครั้งแรกต่อเพื่อมนุษย์ได้ ครั้งต่อๆ ไปก็จะเพิ่มความโหดร้ายมากขึ้น ความสงสารต่อเพื่อนมนุษย์ก็จะลดลงไป"
    
              ส่วนความเคลื่อนไหวของสังคมโลกมุสลิม ตอนนี้มีเพียงการทำงานประสานกับกลุ่มเอ็นจีโอในประเทศมาเลเซีย ซึ่งได้รับรู้ถึงการทำงานกันตลอดเวลา แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเพราะมันเกี่ยวข้องกับเรื่องระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายของไทย ยังไม่ให้ความใส่ใจในประเด็นสิทธิมนุษยชนของผู้ที่ลี้ภัยเท่าที่ควร ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องผลักดันกันในระยะยาว เพื่อคนเหล่านี้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
    
              “ตอนนี้เราก็มีตัวแทนจากสำนักจุฬาราชมนตรีเข้ามาอยู่ในพื้นที่คอยให้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ คอยให้คำแนะนำเช่น ถ้าเป็นศพไปแล้วจะต้องจัดการอย่างไร คนที่บาดเจ็บจะดูแลอย่างไร เพราะตอนนี้ทางเราก็เป็นห่วงสำหรับคนที่รอดชีวิต และเป็นพยานอะไรต่างๆ ว่าเขามีความปลอดภัยแค่ไหน เพราะมีคนที่รอดชีวิตและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล จะต้องได้รับการดูแลเรื่องความปลอดภัยพิเศษ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร"
    
              สำหรับผู้ที่ี่รอดชีวิตคือกุญแจสำคัญที่จะสาวไปถึงตัวการใหญ่ได้ ฉะนั้นก็อย่าให้เขาเป็นอะไรไปก่อนเลย ไม่อย่างนั้นการขยายผลไปถึงตัวการใหญ่ก็ทำไม่ได้ ในส่วนของสำนักจุฬาราชมนตรี ได้ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลอยู่ว่ามีอะไรที่จะให้การช่วยเหลือผู้ประสบชะตากรรมเหล่านี้ได้บ้าง ส่วนเจ้าหน้าที่เอง หากต้องการให้การช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมก็ประสานมายังคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด หรือสำนักจุฬาราชมนตรีได้
    
              พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่อยากจะฝากคือให้เจ้าหน้าที่ดำนินการเด็ดขาดกับกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์มุสลิมโรฮิงญาและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะระดับไหน จะต้องได้รับการลงโทษ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ เพราะเท่าที่ทราบมีผู้รับผลประโยชน์กันในหลายหน่วยงาน ตั้งแต่จังหวัดระนองถึงปาดังเบซาร์
    
              “ผมเข้าใจว่าทุกคนรู้ ผมไม่ต้องบอกว่ามีใครบ้าง ต้องดำเนินการไม่ได้รับการยกเว้น ไม่แค่เฉพาะการโยกย้ายเท่านั้น จะต้องได้รับโทษด้วย หากไม่ดำเนินการเด็ดขาด เราจะสลัดภาพประเทศไทยเป็นพื้นที่การค้ามนุษย์ไม่ได้” เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า
    
              เป็นมุมที่สะท้อนมาจากความเห็นของบุคคลระดับนำในศาสนาอิสลาม ต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้