
หลุมศพโรฮิงญาฉุดเครดิตค้ามนุษย์ไทย
หลุมศพโรฮิงญาฉุดเครดิตค้ามนุษย์ไทย : ขยายปมร้อน ทีมข่าวความมั่นคง
เข้าตำรา "ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก" จริงๆ สำหรับเหตุการณ์พบสุสานฝังศพชาว "โรฮิงญา" หลายสิบศพบริเวณเทือกเขาแก้ว ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ทำให้ประเทศไทยถูกมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป (อียู) จับตามองมากยิ่งขึ้นไปอีก
คงจำกันได้ดีว่า ก่อนหน้านี้ไทยได้สูญเสียความน่าเชื่อถืออย่างรุนแรง หลังจากสำนักงานเพื่อการติดตามและการต่อสู้กับการค้ามนุษย์ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เผยแพร่รายงานสถานการณ์การ "ค้ามนุษย์" หรือทีไอพี ที่ลดระดับความพยายามในการตอบสนองต่อการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ของไทยให้ไปอยู่ "เทียร์ 3" ซึ่งเป็นอันดับต่ำสุดของบัญชีค้ามนุษย์
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. จึงสั่งการให้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก ลงพื้นที่ จ.ระนอง และจ.สงขลา อันเป็นแหล่งต้นทางและปลายทางนำพาชาวโรฮิงญาไปสู่ประเทศที่สาม
ข้อมูลจากการลงพื้นที่ของ ผบ.ทบ.ที่ได้รับฟังรายงานสรุปจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนแยก 1 (กอ.รมน.ภ.4 สย.1) กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนแยกกองทัพเรือ (กอ.รมน.ภ.4 สย.ทร.) กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 และจังหวัดระนอง ทำให้ทราบว่า การหลบหนีของชาวโรฮิงญาจากประเทศพม่ายังคงมีจำนวนที่สูงอย่างต่อเนื่อง
แต่เดิมชาวโรฮิงญาจะใช้เรือไม้เก่าๆ ลอยลำมาตามมีตามเกิด แต่ระยะหลังด้วยการนำพาของขบวนการค้ามนุษย์ได้มีการดัดแปลง "เรือประมง" บรรทุกชาวโรฮิงญามาเพื่ออำพรางเจ้าหน้าที่ ก่อนจะลักลอบขึ้นฝั่งในประเทศไทย
ชาวโรฮิงญาส่วนใหญ่จะมาขึ้นฝั่งที่ จ.ระนอง แล้วเดินทางต่อมาในพื้นที่ชั้นใน และมาแวะพักเพื่อรอการส่งต่อที่ชายแดนด้าน อ.สะเดา จ.สงขลา ซึ่งก็คือจุดที่พบแคมป์ชาวโรฮิงญาพร้อมหลุมฝังศพจำนวนมาก
สนนราคาเพื่อแลกกับการนำพาไปประเทศที่สาม จะอยู่ที่หัวละ 3,000-5,000 บาท แต่ถ้าเกิดโชคร้ายไปเจอขบวนการ "เรียกค่าไถ่" ก็จะเจอการเรียกค่าไถ่สูงถึงหัวละ 5-6 หมื่นบาท แต่ถ้าไม่มีเงินมาไถ่ หรือแจ้งตำรวจก็จะถูกฆ่าตาย หรือบางครั้งก็อาจล้มตายเองจากการเจ็บป่วย
ตัวเลขค่าตอบแทนที่ยั่วใจดังกล่าว ทำให้มี "เจ้าหน้าที่รัฐ" บางคนเข้าร่วมในขบวนการค้ามนุษย์ด้วย เห็นได้จากหมายจับผู้ต้องหา 8 คนแรก ที่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐทั้งสิ้น คือ
1.นายประสิทธิ์ เหล็มเหล๊ะ รองนายกเทศมนตรีตำบลปาดังเบซาร์ 2.นายอาสัน อินทธนู (มูสัน) สมาชิกสภาเทศบาลตำบลปาดังเบซาร์ 3.นายยาหลี เขร็ม ผู้ใหญ่บ้านตะโล๊ะ ต.ปาดังเบซาร์ 4.นายร่อเอ สนยาแหละ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตะโล๊ะ 5.นายอาหลี ส่าเม๊าะ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตะโล๊ะ 6.นายอันวา สัญชาติพม่า 7.นายพรรคพล เบ็ญล่าเต๊ะ อายุ 47 ปี 8.นายเจริญ ทองแดง อายุ 45 ปี
ด้าน พล.ต.ต.สมชาย นิตยบวรกุล รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ก็ยอมรับว่า ที่ผ่านมามีตำรวจสังกัดตำรวจภูธรภาค 8 มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบนำพาชาวโรฮิงญาหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและนำพาสู่ประเทศที่สาม ซึ่งมีการจับกุมและส่งดำเนินคดีแล้วหลายราย แต่ไม่ได้เป็นข่าว
โทษของตำรวจเหล่านี้ คือ ไล่ออกจากราชการ และถูกดำเนินคดี หลายรายอยู่ระหว่างถูกจองจำ บางรายอยู่ระหว่างการต่อสู้คดี และยังถูก "ยึดทรัพย์" ด้วย นอกจากนี้ตำรวจภูธรภาค 8 ยังเรียกตำรวจที่มีพฤติกรรม "ต้องสงสัย" ว่าจะเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์มาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 5 ราย เพราะยังไม่มีหลักฐานชัดเจน จึงยังดำเนินคดีไม่ได้
นี่คือตัวอย่างชัดเจนถึงแรงยั่วยวนจากผลประโยชน์ในขบวนการค้ามนุษย์ โดยจากปากคำของนายกูราเมีย ชาวโรฮิงญา ที่ต้องจ่ายเงินค่าไถ่เพื่อแลกกับชีวิตหลานชายเป็นเงิน 9.5 หมื่นบาท แต่ก็ยังถูกขบวนการค่าไถ่เรียกเพิ่มอีก 1.2 แสนบาท จนไม่มีเงินจ่าย และต้องเข้าไปแจ้งความต่อตำรวจ
แต่พอไปแจ้งความหลานชายของเขาก็ถูกฆ่าทิ้งทันที คำถามก็คือ ขบวนการค้ามนุษย์รู้ได้อย่างไรว่า นายกูราเมียไปพบตำรวจ ซึ่งการขยายผลจากคดีของนายกูราเมียนี่เองที่ทำให้พบแคมป์ชาวโรฮิงญาพร้อมหลุมศพเป็นพะเนิน
นอกจากนี้ พยานชาวโรฮิงญาที่รอดชีวิตมาได้ยังเล่าด้วยว่า มีชาวโรฮิงญาราว 700-800 คน อยู่ในแคมป์ที่ อ.สะเดา และขณะที่เขาอยู่มาหลายแคมป์ก็พบเห็นการตายมากกว่า 500 ศพ ทั้งที่ถูกฆ่าตาย และตายเพราะป่วย ซึ่งถ้าเอาตัวเลขดังกล่าวคูณด้วยเงินค่าไถ่ และเงินค่าหัวในการนำพาไปประเทศที่สาม ทำให้เห็นภาพชัดว่า ขุมทรัพย์จากการค้ามนุษย์มันมหาศาลแค่ไหน
เป็นงานหนักของรัฐบาล คสช.ที่ต้องถอนรากถอนโคนขบวนการค้ามนุษย์อย่างถึงรากถึงโคน เพราะการสร้างสิ่งปลูกสร้างใหญ่โตกลางป่า พร้อมคนเป็นพันๆ คนเรียงรายอยู่ตามแนวชายแดนเป็นเวลาหลายปี โดยที่เจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ไม่สามารถจัดการอะไรได้เลยนั้น ช่างเป็นอะไรที่ประชาชนเข้าใจได้ยากจริงๆ



