คอลัมนิสต์

‘อี-อ็อกชั่น’ระบบที่กำลังจะตาย!

‘อี-อ็อกชั่น’ระบบที่กำลังจะตาย!

04 พ.ค. 2558

‘อี-อ็อกชั่น’ระบบที่กำลังจะตาย! : ขยายปมร้อน โดยจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง

          ขยายปมร้อนวันนี้ขออนุญาตเขียนนอกกระแสการเมือง ไปเกาะกระแสการ “ปราบปรามทุจริต” ที่เป็นเนื้อร้ายของประเทศไทยมานานนม จนทำให้อันดับโลกของบ้านเราในด้านนี้อยู่ในระดับที่ไม่ดีนัก
    
           ช่วงปลายปี 2557 “มูลนิธิองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย (Transparency Thailand)” เคยเปิดเผยผลการจัดอันดับในการจัดอันดับ “ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน” ประจำปี 2557 ซึ่งพบว่าประเทศไทยได้คะแนน 38 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน หรือนับเป็นอันดับก็อยู่อันดับที่ 85 จากการจัดอันดับทั้งหมด 175 ประเทศทั่วโลก และเป็นอันดับที่ 12 จาก 28 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
    
           เมื่อโฟกัสดูเฉพาะกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านใน “อาเซียน” มีเพียงประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียเท่านั้นที่มีคะแนนเกิน 50 คะแนน โดยไทยอยู่ในอันดับที่ 3 ในกลุ่มอาเซียน
    
           จากการติดตาม “วาระแห่งชาติ” ด้านการปราบคอร์รัปชั่นของรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ก็เห็นอีกนโยบายและวิธีการในการที่รัฐบาลเคลื่อนสรรพกำลังทุกอย่าง ทั้งบุคลากรและบังคับใช้กฎหมายในการจัดการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการที่ “ประยุทธ์” นั่งเป็นคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ด้วยตัวเอง แล้วดึงองค์กรตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช. ป.ป.ท. ปปง. สตง. มานั่งทำงานร่วมกัน
    
           งานที่ฮือฮามากที่สุดเห็นจะเป็น "รายชื่อของข้าราชการกว่า 100 ราย ที่เข้าข่ายพัวพันการทุจริต" ที่ตรวจสอบโดย "ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.)" ที่เป็นหน่วยงานย่อยของ คตช.อีกที และขณะนี้มีการนำรายชื่อไปตรวจสอบซ้ำอีกรอบ โดยไม่มีการเปิดเผยว่ามีใคร ตำแหน่งใดและหน่วยงานใดบ้าง ที่มีชื่อ แต่รับรองได้ว่าถ้าเปิดเผยเมื่อไรได้ร้องซี้ดกันแน่
    
           นอกเหนือจากงานของ คตช. ก็ยังมีอีกเรื่องที่น่าสนใจก็คือ ข้อเสนอของสำนักงาน ป.ป.ช. ที่มักจะมีข้อเสนอต่อ “คณะรัฐมนตรี” ในทุกยุคทุกสมัยในเรื่องเกี่ยวกับการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น โดยล่าสุด ป.ป.ช.ก็มีข้อเสนอต่อ ครม.เมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมา ที่มี “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” นั่งหัวโต๊ะ เพื่อให้ ครม.รับทราบ “มาตรการและข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต” เพื่อให้ ครม.นำไปประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ที่กำลังมีการจัดทำ
    
           โดยข้อเสนอของ ป.ป.ช.มีเนื้อหารายละเอียดที่ไปที่มายาวพอควร แต่สาระสำคัญคือ เสนอว่า “ไม่ให้มีการนำการจัดจ้างด้วยวิธีการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2549 หรือ ”อี-อ็อกชั่น“ มาใช้ในงานก่อสร้างทุกประเภท ไม่ว่างานก่อสร้างนั้นจะมีลักษณะของงานที่ซับซ้อนหรือมีเทคนิคเฉพาะหรือไม่ก็ตาม”
    
           ข้อเสนอนี้ของ ป.ป.ช. เมื่อดูรายละเอียดแล้วก็ใช่ว่าจะกล่าวหาระบบ “อี-อ็อกชั่น” ลอยๆ แต่ทว่าได้แนบ “ผลจากการศึกษาวิจัย” ของ ป.ป.ช.เอง ที่มีการเปรียบเทียบกฎหมายไทยกับกฎหมายของประเทศที่มีการแก้ปัญหาการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างอย่างดีเยี่ยมอย่าง สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และจีน
    
           ป.ป.ช.ยังอ้างข้อมูลของ “ธนาคารโลก หรือ เวิลด์แบงก์” และนักวิชาการ ที่เห็นตรงกันว่า วิธีการจัดซื้อแบบ “อี-อ็อกชั่น” ไม่ได้ช่วยลดการสมยอมกันในการเสนอราคา แต่กลับมีผลทำให้สินค้าหรือบริการโดยเฉพาะในงานอุตสาหกรรมก่อสร้างหรืองานประเภทอื่นที่มีการกำหนดเงื่อนไขรายละเอียดของเนื้องานยุ่งยากซับซ้อนมีคุณภาพต่ำไม่ได้คุณภาพคุ้มค่าตามราคาที่จ่าย เนื่องจากลักษณะการประมูลด้วยวิธีการดังกล่าวเป็นการเข้าไปแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว"
    
           ในที่ประชุม ครม.วันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมา ก็ได้มีมติ “รับทราบ” มาตรการและข้อเสนอดังกล่าวของ ป.ป.ช. เกี่ยวกับการไม่ให้ใช้การจัดซื้อจัดจ้างแบบอี-อ็อกชั่นในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐอีกต่อไป ดังนั้น ครม.จึงมอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลักรับข้อเสนอไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงไอซีที กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานก.พ. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานก.พ.ร. ฯลฯ เพื่อพิจารณากำหนดวิธีการและแนวทางปฏิบัติตามที่ ป.ป.ช.เสนอ เพื่อกลับมาเสนอ ครม.ภายใน 30วัน นับตั้งแต่ได้รับแจ้งคำสั่ง
    
           ดังนั้นนับจากวันที่ 28 เมษายน ไปอีก 30 วันโดยประมาณ จะกลับมาติดตามผลการหารือของหลายหน่วยงานที่มีกระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพ ดูว่า “อนาคต” ของระบบ “อี-อ็อกชั่น” ที่ใช้มานาน ว่าจะมีชีวิตรอดอยู่ต่อไปหรือล้มหายตายจากระบบบริหารราชการแผ่นดิน เพราะก่อนหน้านี้เคยมีคนวาดภาพว่า “อี-อ็อกชั่น” จะทำลายระบบคอร์รัปชั่นในประเทศได้