
การเมืองใน'อาณาจักรแห่งหุบเขา'
การเมืองใน'อาณาจักรแห่งหุบเขา' : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา
เนปาลตั้งอยู่ในภูมิภาคที่อ่อนไหวต่อแผ่นดินไหวมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก แผ่นดินไหวในเนปาลครั้งนี้ มีความรุนแรงมากที่สุดในรอบ 80 ปีของประเทศนั้น ศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหวอยู่ในระดับที่ตื้นมากเพียง 10-15 กม. ทำให้สามารถรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่พื้นผิวรุนแรงมาก
ภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่เกิดกับ "อาณาจักรแห่งหุบเขา" ได้สร้างความสะเทือนใจไปทั้งโลก และการฟื้นฟูประเทศ จะเป็นภารกิจอันใหญ่หลวงของชาวเนปาล และนานาชาติ
ในแง่มุมการเมืองการปกครอง นับแต่สิ้นสุดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี 2549 ชาวเนปาลก็เผชิญกับภาวะ "สั่นไหวทางการเมือง" ตลอดเวลา และระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตยใหม่ มีการเลือกตั้งทั่วไปมาแล้วถึง 2 ครั้ง และเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 6 คน
นายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล คนปัจจุบัน ชื่อ "สุชีล คอยราลา" ประธานพรรคคองเกรสเนปาล (Nepali Congress Party) ที่เป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดของเนปาล
รัฐบาลเนปาล เป็นรัฐบาลผสม ระหว่างพรรคคองเกรสเนปาลกับพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (พรรคสามัคคีมาร์ซิสต์-เลนินนิสต์) โดยมีพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (เหมาอิสต์) กับพรรคเล็กอีก 30 พรรค เป็นฝ่ายค้าน
ต้นเดือนมีนาคม 2558 มีผู้สนับสนุนพรรคฝ่ายค้านราว 3 หมื่นคน ชุมนุมในกรุงกาฐมาณฑุ คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้สภาผ่านความเห็นชอบ ขณะที่ฝ่ายค้านต้องการให้ลงประชามติ
นี่เป็นอาฟเตอร์ช็อกทางการเมืองที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในเนปาล
ย้อนไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2549 มีการชุมนุมครั้งใหญ่เพื่อทวงประชาธิปไตยคืนมาจากกษัตริย์ ภายใต้การนำของพันธมิตร 7 พรรคการเมืองเนปาล (Seven Party Alliance - SPA) และพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (เหมาอิสต์) หรือกบฏลัทธิเหมา
ในที่สุดการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในเนปาลก็สิ้นสุดลง มีการเปลี่ยนชื่อกองทัพจากกองทัพในพระมหากษัตริย์เนปาล (Royal Nepalese Army) มาเป็นกองทัพแห่งชาติเนปาล (Nepalese Army)
หลังจากนั้นกลุ่มการเมืองที่ทรงอำนาจก็ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาปกครองแผ่นดินแห่งหุบเขากาฐมาณฑุ ประกอบด้วย "พรรคคองเกรสเนปาล" (Nepali Congress Party) พรรคการเมืองสายอนุรักษนิยม ที่มีความใกล้ชิดกับอินเดีย
"พรรคคอมมิวนิสต์เนปาล" หรือ "พรรคสามัคคีมาร์ซิสต์-เลนินนิสต์" (Communist Party of Nepal/United Marxist Leninist) เป็นพรรคฝ่ายค้านในยุคราชาธิปไตย และเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลทุกครั้งตั้งแต่ปี 2551
"พรรคคอมมิวนิสต์เนปาล-เหมาอิสต์" (Communist Party of Nepal/Maoist) ที่เคยเดินแนวทางการต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตชนบท หรือ "ชนบทล้อมเมือง" และมีผู้นำชื่อ "สหายประจันดา"
ผลจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก พรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (เหมาอิสต์) ที่ยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธ ลงสนามเลือกตั้งได้รับชัยชนะ และสหายประจันดา ได้เป็นนายกรัฐมนตรีที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เนปาล
ผ่านไปแค่ปีเศษ สหายประจันดาก็ลาออก พันธมิตรพรรคการเมือง 22 พรรค ได้แก่ พรรคคองเกรสเนปาล, พรรคสามัคคีมาร์ซิสต์-เลนินนิสต์ และพรรคขนาดเล็กอื่นๆ จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ที่มี มาดัฟ คูมาร์ เป็นนายกฯ
ความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาลเนปาลนั้น มาจากปมปัญหาการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ทุกฝ่ายมีจุดประสงค์เพื่อสร้างสาธารณรัฐประชาธิปไตยใหม่
แต่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ถูกกดดันจากพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (เหมาอิสต์) อย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้มีการเปลี่ยนตัวนายกฯ ถึง 3 คน
เริ่มจาก มาดาฟ กุมาร เนปัล, จาลานาถ คานาล และ บาบุรัม ภัตตาไร โดยทุกคนมาจากพรรคสามัคคีมาร์ซิสต์-เลนินนิสต์
ฝ่ายพรรคสามัคคีมาร์ซิสต์-เลนินนิสต์ มองว่า แรงกดดันจากพรรคการเมืองฝ่ายค้านเป็นเหตุให้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประเทศเป็นไปอย่างล่าช้า
จวบจนถึงวันนี้ การผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ลุล่วง และการลดความขัดแย้งในรัฐสภาระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (เหมาอิสต์) กับพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยเสรีนิยม จะนำเสถียรภาพกลับคืนสู่ดินแดนกลางขุนเขาหิมาลัย



