
บทเรียนจากเนปาล
บทเรียนจากเนปาล : บทบรรณาธิการประจำวันที่29เม.ย.2558
โศกนาฏกรรมจากภัยพิบัติธรรมชาติแผ่นดินไหวขนาด 7.8 แมกนิจูด ซึ่งเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 80 ปีที่เกิดขึ้นบริเวณตอนกลางของประเทศเนปาล ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายพันราย และคาดการณ์กันว่าจะมีตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นมากกว่านั้น เช่นเดียวกับจำนวนผู้บาดเจ็บซึ่งมียอดเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
หลายปีก่อนรัฐบาลเนปาลพยายามขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศ หวังสลัดภาพประเทศที่ยังไม่พัฒนาเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนาให้ได้โดยเร็ว แต่ความหวังที่ว่าต้องมลายหายไปทันทีหลังจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้
ความเสียหายกินบริเวณกว้างใน 2 จังหวัดที่ถือเป็นหัวใจของเนปาล คือ กาฐมาณฑุ และโพคารา ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของประเทศ ทำให้สิ่งปลูกสร้างอาคารบ้านเรือน ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ของทั้งสองเมืองเสียหายอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับสถานที่สำคัญที่เป็นมรดกโลกหลายแห่งด้วย
จากสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นมีการคาดการณ์ว่า เนปาลต้องถอยหลังลงไปอีกอย่างน้อย 50 ปี ปิดฉากความหวังของผู้คนทั้งประเทศที่จะก้าวย่างสู่ประเทศกำลังพัฒนาลงไปอย่างน่าเสียดายยิ่ง
นานาประเทศรวมถึงไทยกำลังส่งความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ ไปยังเนปาล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ชาวเนปาลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งความช่วยเหลือนั้นเป็นไปด้วยความทุลักทุเลเพราะอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังเกิดภัยพิบัติร้ายแรง สภาพการณ์หลังภัยพิบัติกลายเป็นบทเรียนสำคัญจากเนปาล ที่นานาประเทศรวมถึงไทยต้องขบคิดเพื่อถอดเป็นบทเรียนเตรียมการรับมือหากเกิดกรณีภัยพิบัติเช่นนี้ขึ้นในประเทศของตัวเอง
ในไทยระยะหลังๆ มานี้เกิดเหตุแผ่นดินไหวค่อนข้างบ่อยครั้งทั้งในภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลของรอยเลื่อนของแผ่นเปลือกโลก ซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้น 14 รอยเลื่อนในไทย แม้แผ่นดินไหวในแต่ละครั้งจะไม่รุนแรงมากนักเมื่อเทียบกับเหตุแผ่นดินไหวในประเทศอื่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ทำให้เสียหายเลยทีเดียว ซึ่งในข้อนี้ชาวจังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงใหม่ ต่างรู้ซึ้งดี
ไม่แตกต่างจากประชาชนทางภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามันซึ่งประสบภัยคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่มเมื่อปี 2547 ที่เกิดจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่บริเวณหัวเกาะสุมาตรา ความเสียหายความสูญเสียยังคงตามหลอกหลอนผู้คนที่พักอาศัยอยู่บริเวณนั้นมาจนถึงทุกวันนี้ แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 10 ปีแล้วยังคงเกิดคำถามว่าหากเกิดภัยพิบัติซ้ำในพื้นที่นั้นเราพร้อมรับมือกับภัยพิบัตินั้นหรือไม่
ที่สำคัญนักวิทยาศาสตร์หลายรายให้ความสนใจภูเขาไฟใต้น้ำบริเวณหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ กลางมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากชายฝั่งทะเลภาคใต้ฝั่งตะวันตกไม่กี่ร้อยกิโลเมตร ขณะที่รอยเลื่อนสะแกงหรือสกายในพม่าซึ่งห่างจากจังหวัดในภาคตะวันตกหรือแม้แต่กรุงเทพมหานครไม่กี่ร้อยกิโลเมตรเช่นกัน ที่หลับเงียบเก็บสะสมพลังงานมานาน ไม่มีใครบอกได้ว่าจะตื่นจากหลับไหลเมื่อไหร่ แน่นอนว่าหากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงบริเวณนี้ไทยย่อมหลีกเลี่ยงความเสียหายไปไม่ได้
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทเรียนจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเนปาลครั้งนี้ จะทำให้คนไทยตื่นตัวเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติธรรมชาติที่พร้อมจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ



