
เพิ่มพลังฟอรั่มประชาชนอาเซียน
เพิ่มพลังฟอรั่มประชาชนอาเซียน : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
กรุงกัวลาลัมเปอร์-การประชุมฟอรั่มประชาชนอาเซียน (Asean People’s Forum) 3 วัน จบลง ต้องถือว่าเจ้าภาพทำได้ดีพอสมควร ไม่เสียหน้า
ตอนแรกมีความคาดหวังน้อยมาก เนื่องจากสถานการณ์การเมืองภายในประเทศไม่สู้ดี นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ตกเป็นเป้าหมายประจำวันของอดีตนายกรัฐมนตรีมหาธีร์ โมฮัมหมัด เขาได้ใช้โซเชียลมีเดียโจมตีนาจิบว่าไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำของมาเลเซียต่อไป ไม่มีวิสัยทัศน์ มีคดีคอร์รัปชั่น แถมมีภรรยาที่ชอบใช้ชีวิตและเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย
ปรากฏว่าในช่วง 3 วันที่ผ่านมา คือ พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ รัฐบาลมาเลเซียปล่อยให้กลุ่มภาคประชาสังคมและรากหญ้าจากอาเซียนประชุมวิพากษ์วิจารณ์กันเต็มที่ ในประเด็นต่างๆ ที่ผู้นำอาเซียนมักจะไม่ได้หยิบยกขึ้นมาถกกัน เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เช่น การสร้างเขื่อนในลาวและกัมพูชา เป็นประเด็นกลุ่มภาคประชาสังคมในไทย เวียดนาม ลาว พยายามสนใจคัดค้านว่ามีผลร้ายต่อสภาพสิ่งแวดล้อม
ปีนี้มีกลุ่มย่อยถกประเด็นถึง 40 กว่าหัวข้อ ที่ภาคประชาสังคมอาเซียนหยิบยกขึ้นมาแสดงความคิดเห็น เรื่องเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติในอาเซียนเป็นเรื่องได้รับความสนใจมากที่สุด เนื่องจากมีประชาชนจากอาเซียนทำงานในประเทศสมาชิกด้วยกันเป็นจำนวนมาก ยังไม่ได้รับการคุ้มครองที่ดีพอ
ในมาเลเซียมีคนอินโดนีเซียมาทำงานประมาณ 1.5 ล้านคน นอกจากนั้นยังมีคนพม่าเชื้อสายมุสลิม หรือชาวโรฮิงญา จากรัฐยะไข่ อีก 2 แสนคน ที่ต้องทำงานและไม่ได้รับค่าแรงงานขั้นต่ำ
ในไทยมีชาวพม่าทำงานทั่วประเทศทั้งที่จดทะเบียนกับที่ไม่ได้จดทะเบียนนั้น มีมากถึง 5 ล้านคน ตัวเลขของรัฐบาลไทยอาจจะน้อยกว่านี้คือประมาณ 2 ล้านกว่าคน สาเหตุที่ตัวเลขผิดต่างกันมาก เพราะว่าตอนนี้การเคลื่อนไหวของแรงงานพม่าเข้าออกได้สะดวกขึ้น เนื่องจากสภาพบ้านเมืองพม่ามีพลวัตมากขึ้น มีการปฏิรูปทั้งการเมืองและเศรษฐกิจมากขึ้น การลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
การประชุมระดมความคิดของภาคประชาสังคมอาเซียนเป็นความริเริ่ม 10 ปีที่แล้วคือ ในปี 2005 ของอดีตนายกรัฐมนตรีอับดุลเลาะห์ อาหมัด บาดาวี เขาต้องการเห็นประชาชนธรรมดามีส่วนให้ข้อมูลในนโยบายของอาเซียน ที่ผ่านมาผู้นำอาเซียนเป็นผู้กำหนดนโยบายทั้งหมด ตั้งแต่เริ่มตั้งองค์กรขึ้นมาปี 1967 ที่ภาษาการเมืองเรียกว่า “ท็อปดาวน์” คือผู้ใหญ่สั่งมา ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชานำไปทำ
ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผลการประชุมภาคประชาคมอาเซียนยังไม่ได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังจากผู้นำอาเซียน สาเหตุเป็นเพราะว่า ข้อเรียกร้องของภาคประชาสังคมนั้นสุดโต่งมากๆ พูดง่ายๆ ผู้นำอาเซียนไม่สามารถจะนำไปปฏิบัติได้ สาเหตุอีกอย่างคือ ประเด็นที่ถูกยกขึ้นมา มักจะถูกกล่าวหาว่าเป็นวาระของผู้ให้การสนับสนุนการเงินจากต่างประเทศต้องการผลักดันประเด็นซ่อนเร้นที่ประเทศตัวเองต้องการ
ต้องยอมรับว่า ใน 10 ปีที่ผ่านมา ภาคประชาสังคมอาเซียนได้พัฒนาไปไกลมาก ทั้งในเรื่องการจัดการประชุมและนำเสนอหยิบประเด็นต่างๆ ขึ้นมา ทั้งในบริบทภายในและระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกัน อย่าลืมว่า อีกเพียง 240 กว่าวัน ประชาคมอาเซียนก็จะมาถึงแล้ว
ในฐานะเจ้าภาพ ประธานมาเลเซียพยายามส่งเสริมเรื่องเกี่ยวการแสดงความคิดเห็นทางสายกลาง (expressing moderation) ในประเทศนี้มีกลุ่มมุสลิมหัวเก่ามากมายที่มักข่มขู่กล่าวหากลุ่มอื่นๆ ว่าไม่ได้เป็นกลุ่มที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามอย่างแท้จริง กลุ่มดังกล่าวมีพรรคอัมโนอยู่เบื้องหลัง จึงทำตัวโอหังได้ ทางพรรคสามารถใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ โดยเฉพาะในระหว่างชาวมาเลย์ด้วยกัน
จากการประชุมครั้งนี้ กลุ่มภาคประชาสังคมอาเซียนได้นำเสนอข้อเรียกร้อง 7 หน้า ที่ต้องการให้ผู้นำอาเซียนตอบรับ ภายใต้หัวข้อที่ว่า เรียกร้องสิทธิภายใต้ประชาคมอาเซียนกลับมา หลักมีเรื่องความยุติธรรมในการพัฒนา ความเป็นประชาธิปไตยและเสรีภาพ ความมั่นคงและสันติภาพ ความเสมอภาค กระบวนนี้เรียกว่า “บอททอมอัพ” คือจากล่าง (รากหญ้า) ไปสู่ระดับผู้นำ
ที่น่าสนใจคือ วันปิดประชุมอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียเรียกร้องให้อาเซียนพิจารณาการนำหลักไม่แทรกแซงการเมืองภายในมาใช้ เป็นที่ฮือฮาพอสมควร ประเด็นนี้ต้องยอมรับว่ายาก เนื่องจากสมาชิกอาเซียนยังคงเป็นอธิปไตยอยู่เต็มร้อย
ต้องติดตามดูว่า ผู้นำอาเซียนจะตอบสนองภาคประชาสังคมอย่างไร เนื่องจากสโลแกนของมาเลเซียปีนี้คือ การเดินทางไปสู่ประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง



