
แก้รัฐธรรมนูญไม่เกี่ยวกับวันเลือกตั้ง
แก้รัฐธรรมนูญไม่เกี่ยวกับวันเลือกตั้ง : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา
เรียบร้อยไปแล้ว สำหรับการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ 7 วัน 7 คืนของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขั้นตอนที่เหลือก็คือ ภายในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ ครม. คสช. ต้องเสนอคำข้อแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญมายังกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯ จากนั้นกรรมาธิการยกร่างฯ บอกว่า จะใช้เวลา 3-4 วันพิจารณาให้แล้วเสร็จ ก่อนที่จะเชิญสมาชิกไปชี้แจงในวันที่ 1-6 มิถุนายน และหากมีเวลาก็จะเชิญพรรคการเมืองมาชี้แจงด้วย
ตารางเวลาของบวรศักดิ์ ดูแล้วค่อนข้างแน่นอนว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะแล้วเสร็จเมื่อใด กล่าวคือ กรรมาธิการยกร่างฯ มีเวลาพิจารณาแก้ไขให้เสร็จ ก่อนส่งกลับให้ สปช.ภายในเวลา 60 วัน ก็คือวันที่ 23 กันยายน จากนั้น สปช.พิจารณาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบภายใน 15 วัน (6 ส.ค.) ถ้าเห็นชอบ ประธาน สปช.จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายในวันที่ 4 กันยายน
เร็วกว่านั้นได้ แต่ช้ากว่าไม่ได้
ปัญหาก็คือ เรื่องนี้ คสช.ได้เชิญนักการเมือง แกนนำมวลชน นักวิชาการ รวมทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองอันเป็นต้นเหตุของการยึดอำนาจไปพูดคุยเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน แล้วตกปากรับคำว่า หากพรรคการเมืองใด หรือแกนนำมวลชนไหน ติดใจในร่างรัฐธรรมนูญ ที่ร่างแรกส่งให้ สปช.อภิปรายกันนั้น ก็ให้ส่งหลักการ เหตุผล พร้อมข้อเสนอมาให้ คสช.
พูดจาประมาณว่า คสช.จะเป็นตัวกลางนำข้อเสนอในการร่างรัฐธรรมนูญไปให้กรรมาธิการยกร่างฯ ได้พิจารณาแก้ไข
แต่เมื่อฟังจากประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ดูเหมือนไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าใดนัก
เพราะใช้คำว่า “ถ้ามีเวลา...” เพราะยึดเวลาที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แต่เจตนาของ คสช.ที่พยายามแสดงให้เห็นในวันนั้น ดูเหมือนจะเน้นไปที่เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ที่พรรคการเมืองและตัวแทนมวลชนปฏิเสธที่่จะร่วมสังฆกรรมกับทหารตั้งแต่แรก
แล้วก็ทำสำเร็จเสียด้วย!
บรรดาตัวแทนฝ่ายการเมือง ตัวแทนมวลชน ต่างก็แสดงความคิดเห็นกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะออกมานั้น หน้าตาควรจะออกมาอย่างไร
เพราะฉะนั้น จึงไม่น่าจะใช้คำว่า “ถ้าพอมีเวลา...”
ส่วนเรื่องเลื่อนออกไป 2-3 ปี นั่นไม่ได้หมายถึงรัฐธรรมนูญใหม่ แต่เป็นวันเลือกตั้ง ที่จะด้วยเหตุผลกลใด เป็นเรื่องที่ตัวแทนจากทุกพรรค และตัวแทนมวลชน เขาไปตกลงกับ คสช.ว่า เลื่อนเลือกตั้งไปก็ได้ ส่วนจะด้วยเหตุผลใด ยังไม่มีใครพูดชัด แต่เชื่อกันว่า คงจะเป็นเรื่องที่สำคัญแน่ๆ เพราะคนที่เห็นต่างกันคนละขั้ว แต่กลับพูดเหมือนกัน มันคงไม่ใช่เรื่องปกติ
เรื่องนี้จะให้ทหารพูดก็คงไม่เหมาะ เพราะเท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ก็ถูกจับตาทุกฝีก้าวอยู่แล้วว่า จะวางแผนกุมอำนาจไว้ยาวแค่ไหน พอออกมาในรูปของตัวแทนพรรคการเมือง และตัวแทนมวลชนเสนอ จึงเป็นทางออกที่สวยที่สุดแล้ว
ภายใต้เหตุผลที่ว่า รัฐธรรมนูญที่กำลังยกร่างกันอยู่นี้ มีปัญหา ต้องแก้ไขให้เข้าที่เข้าทาง
ส่วนกรอบเวลาที่บวรศักดิ์ว่ามานั้น ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคในการพิจารณาข้อเสนอของฝ่ายการเมือง และตัวแทนมวลชน ซึ่งทหารก็ไม่ได้รับปากว่าจะให้ตัวแทนพรรคการเมืองและตัวแทนมวลชนได้ไปให้ข้อเสนอแนะ หรืออภิปรายในที่ประชุมเหมือนอย่างที่ สปช.อภิปรายเสียเมื่อไหร่
การทำประชามติไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แต่เมื่อพรรคการเมืองและตัวแทนมวลชนสนใจที่จะให้ข้อเสนอแนะอย่างนี้ ก็น่าจะดีกว่ากันให้คนเหล่านี้อยู่นอกวง



