คอลัมนิสต์

เหตุแห่งความขัดแย้งจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป

เหตุแห่งความขัดแย้งจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป

27 เม.ย. 2558

เหตุแห่งความขัดแย้ง จากร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป : ขยายปมร้อน โดยขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น

               นับว่าผ่านไปได้เกินครึ่งทางแล้ว สำหรับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้ให้ความเห็นพร้อมข้อเสนอแนะต่อ “ร่างรัฐธรรมนูญ” เสร็จสิ้นเมื่อ 26 เมษายน ตามกรอบที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557มาตรา 36 กำหนด แต่เมื่อรับฟังความเห็นของ สปช. รวมถึงบุคคลภายนอก เช่น นักการเมือง นักวิชาการ ดูเหมือนว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญต้องกลับไปเริ่มนับ 1 ใหม่อีกครั้ง

               โดยเฉพาะประเด็นโครงสร้างทางการเมือง และการเข้าสู่อำนาจ!

               เพราะบรรดา “นักวิชาการ-นักเล่นการเมือง ผู้สวมหมวก สปช.” และ “แกนนำพรรคการเมือง” ต่างออกมาให้ความเห็นในทำนองเดียวกันว่า โครงสร้างทางการเมืองตามร่างรัฐธรรมนูญเขียนมานั้น นอกจากไม่เป็นการปฏิรูปเพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าแล้ว ยังเป็น “หลุมดำ” ที่เป็นวังวนความขัดแย้งไม่รู้จบ

               และพร้อมประสานเสียงเรียกร้องให้ปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ “นักการเมือง” ที่ถึงขั้นออกปากยอมแลกวันเลือกตั้ง ที่เสมือนเป็นการคืนอิสรภาพทางการเมืองอย่างเป็นทางการ กับการยืดเวลายกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้แก้ไขบทบัญญัติที่เสมือนเป็นระเบิดเวลารอการจุด

               เหตุแห่งความขัดแย้ง จากร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ “36 ปราชญ์” ตั้งฉายาให้เป็นฉบับปฏิรูป จากการสังเคราะห์และอภิปรายของ “สมบัติ ธำรงธัญวงศ์" ประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง และขุนพล สปช.ผู้มีประสบการณ์การเมือง สรุปได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญก่อให้เกิดความไม่สมดุลทางการเมือง ให้มีรัฐบาลผสมที่ไม่เข้มแข็ง ทำกลไกตรวจสอบในสภาที่อ่อนแอ และกรณีเปิดช่องให้ “กลุ่มการเมือง-การรวมตัวตามภารกิจเฉพาะของกลุ่มบุคคล” สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ได้ ซึ่งยังขาดความเป็นมืออาชีพ และหลักประกันความมีประสิทธิภาพทำงานฐานะผู้แทนปวงชน

               ขณะที่มุมมองของนักการเมืองจากตัวแทนพรรค เช่น “จาตุรนต์ ฉายแสง, สามารถ แก้วมีชัย จากเพื่อไทย - นิกร จำนง จากชาติไทยพัฒนา” ผ่านเวทีเสวนาสะท้อนตรงกันว่า ต้องปรับร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้เป็นการสร้างเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้ง ไม่เสียดุลยภาพทางการเมือง ไม่ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ จนนำไปสู่จุดของการต่อรองเรียกผลประโยชน์กันอีก

               ทางด้านมุมมองของพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านปาก “วิรัตน์ กัลยาศิริ" นักกฎหมายและการเมืองผู้คร่ำหวอด ชี้ให้เห็นถึง 4 จุดเสี่ยงขัดแย้ง ได้แก่ 1.ที่มาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้คนที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนมีสิทธิได้รับเลือกเป็นนายกฯ 2.ที่มาของวุฒิสมาชิก ตามร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดให้มาจาก 3 ทาง คือเลือกตั้งหลังถูกกลั่นกรอง 77 จังหวัด, เลือกกันเองของผู้แทน 8 กลุ่มองค์กร และสรรหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 26 ด้าน ความสำคัญไม่ได้ติดใจที่ประเด็นสรรหา แต่อยู่ที่การกำหนดให้มีการเลือกตั้งจากประชาชน 77 จังหวัด ที่ยังเป็นพิมพ์เนื้อเดียวกับฐานการเมืองในจังหวัด ซึ่งยากต่อการขจัดผลประโยชน์การเมืองที่เกื้อหนุนและเกิดภาพของการต่างตอบแทนในสภาหินอ่อนได้ 3.อำนาจของ ส.ว.ที่เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนอำนาจเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ได้ และล้ม ร่าง พ.ร.บ.ได้ อาจทำให้กระบวนการนิติบัญญัติไม่เดินหน้า รวมถึงได้สิทธิให้ความเห็นต่อรายชื่อบุคคลที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นหลักการที่ขัดต่อการแบ่งแยกอำนาจอย่างร้ายแรง และอาจเกิดเป็นประเด็นผลประโยชน์ต่างตอบแทนระหว่าง ส.ว. กับตัวรัฐมนตรีบางคน เหมือนกับที่เคยเกิดมาแล้ว

               และ 4.การสืบทอดอำนาจของเครือข่ายแม่น้ำ 5 สาย ที่กำหนดไว้บทบัญญัติที่ว่าด้วย “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ” มีที่มาจาก สปช. 60 คน, สนช. 30 คน, ผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญด้านปฏิรูป 30 คน ซึ่งกังวลว่าเป็นช่องโหว่ที่จะถูกหยิบยกมาโจมตี-ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม-นำไปสู่การชุมนุม ขัดแย้งได้ อีกทั้งประวัติศาสตร์การเมืองเคยจารึกความเจ็บปวด ที่ภาคประชาชนลุกต่อสู้กับผู้มีอำนาจที่ลุแก่อำนาจด้วยการเขียนกติกาเพื่อสืบทอดอำนาจตนเองมาแล้ว

               “ปมการสืบทอดอำนาจ” นี้ ในมุมมองของ “สปช.” เห็นว่า จะเป็นจุดด่างของร่างรัฐธรรมนูญเช่นกัน จึงมีการอภิปรายเป็นเสียงส่วนใหญ่ จากจำนวน 99 คน ที่ขออภิปราย คัดค้าน!! และขอให้ตัดที่มาของสภาขับเคลื่อนฯ ที่ให้ สปช. สนช. และผู้ทรงคุณวุฒิ ออก และมี สปช.อุตรดิตถ์ "เฉลิมชัย เฟื่องคอน” ลุกถามหาจริยธรรมของ คณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และขอให้มีการตรวจสอบจริยธรรมด้วย

               ผลการสังเคราะห์-อภิปรายของเหล่าผู้มีประสบการณ์ตรงจากการใช้อำนาจทางการเมือง แม้บางข้อเสนออาจฟังขึ้นว่า เป็นเพราะพิทักษ์ประโยชน์ของตนเอง แต่เชื่อว่า “36 ปราชญ์” คงไม่ดันทุรังยืนกระต่ายขาเดียวบนความเห็นของตนเอง