
โมเดลลุยล้างระบบอุปถัมภ์
โมเดลลุยล้างระบบอุปถัมภ์ : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2558
การดำเนินการตรวจสอบและขยายผลคดีบุกรุกพื้นที่ป่าเขาใหญ่ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่เจ้าหน้าที่ทหารโดยการนำของ พ.อ.สมหมาย บุษบา คณะทำงานด้านกฎหมาย กองทัพภาคที่ 2 ได้เข้าตรวจสอบสนามแข่งรถ โบนันซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล สปีดเวย์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พบว่ามีพื้นที่ที่ถูกบุกรุกทั้งหมด 168 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา แบ่งเป็นพื้นที่ออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. ซึ่งเป็นหลักฐานที่โบนันซ่านำมาแสดงจำนวน 5 แปลง รวมเนื้อที่ 56 ไร่ 3 งาน 2 ตารางวา บุกรุกพื้นที่สวนป่าเนื้อที่ 35 ไร่ 2 งาน 38 ตารางวา บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา บุกรุกพื้นที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)เนื้อที่่ 57 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา และบุกรุกลำรางสาธารณะเนื้อที่ 4 ไร่ 43 ตารางวา
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการครั้งนี้เป็นที่จับตากันมากเป็นพิเศษ เมื่อพบว่า นอกจากผู้เข้าใช้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจจะเกี่ยวโยงกับการเมืองแล้ว ยังมีบุคคลที่มีชื่อเสียงทางสังคมเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะรับซื้อที่ดินที่ผิดกฎหมายด้วย อย่างเช่น การขยายผลสู่การตรวจสอบโครงการก่อสร้างที่พักอาศัยต่างๆ คือโครงการคีรีมายา รีสอร์ทแอนด์กอล์ฟ เขาใหญ่ และโครงการมูนแดนซ์ ริมถนนธนะรัชต์ ทางขึ้่นเขาใหญ่ พื้นที่ 115 แปลงจำนวน 284 ไร่ โดยได้จัดทำเป็นบ้านพักตากอากาศเพื่อจำหน่าย ซึ่งคณะทำงานด้านกฎหมายโดยการนำของ พ.อ.สมหมาย ตรวจสอบแล้วพบว่า มีการเดินสำรวจและออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. ตั้งแต่ปี 2519 ต่อมาได้มอบพื้นที่ให้สำนักงานส.ป.ก.เมื่อปี 2532 แต่ขณะนั้น ส.ป.ก.ยังไม่ได้จัดสรรให้เกษตรกรก็ได้ชิงออกโฉนดก่อนเมื่อปี 2535 ดังนั้น จึงถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้น ซึ่งต้องเพิกถอนโฉนดทั้งหมดตามกฎหมาย
กระนั้น ในระยะแรกที่เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการ ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นทำนองว่าจะมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ เพราะเจ้าของหรือผู้บริหารโบนันซ่านั้น เป็นที่ทราบกันดีว่ามีสายสัมพันธ์กับขั้วทางการเมือง ที่ผูกโยงเข้ากับเงื่อนไขหนึ่งของการทำรัฐประหารอย่างยากจะหลีกเลี่ยง แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายขยายผลการตรวจสอบออกไปแล้วเริ่มดำเนินการทางกฎหมายกับบุคคลอื่นที่เข้าไปเกี่ยวข้องแม้ว่าจะเป็นผู้มีชื่อเสียงก็ตาม ก็แสดงให้สังคมแลเห็นได้ในระดับหนึ่งว่า จะไม่เกิดการลูบหน้าปะจมูกที่มักเกิดขึ้นในวัฒนธรรมอุปถัมภ์ทางการเมืองแบบไทยๆ อย่างที่ผ่านๆ มา ซึ่งปฐมบทเริ่มจากข้าราชการเจ้าหน้าที่่รัฐ รู้เห็นเป็นใจกับนายทุนหรือนักการเมืองกระทำการมิชอบเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารสิทธิที่ตามขั้นตอนต่างๆ แล้วดูเหมือนจะถูกกฎหมาย อย่างเช่น โฉนดที่ดินซึ่งมีความน่าเชื่อถือสูง จะเปรียบไปก็แทบไม่ต่างอะไรกับการออกบัตรประชาชนให้แก่คนต่างด้าว พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ สร้างความถูกต้องขึ้นด้วยกระบวนการผิดกฎหมาย
มาตรการทวงคืนผืนป่าของรัฐบาลคสช. ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา แม้จะเพิ่งได้กลับมาเพียง 168 ไร่เศษ ซึ่งถือว่าน้อยนิดถ้าหากจะเปรียบเทียบกับเนื้อที่ป่าแห่งอื่นๆ ทั่วประเทศที่ถูกบุกรุก แต่ก็ควรจะถือเป็นแบบอย่างของการดำเนินการในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพราะโมเดลนี้กำลังจะแสดงบทพิสูจน์ให้เห็นในลำดับต่อๆ ไปว่า รัฐจะสามารถดำเนินการจนถึงที่สุดกับอิทธิพลทั้งทุนและการเมืองได้อย่างเบ็ดเสร็จสะเด็ดน้ำหรือไม่ และที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทยก็คือ การเข้าลุยรื้อตั้งแต่ต้นธารของระบบอุปถัมภ์ อันเป็นโรคร้ายเรื้อรัง เกาะกินสังคมไทยมาช้านาน



