
ปฏิรูปประมงไทยก่อนสายไป
ปฏิรูปประมงไทยก่อนสายไป : บทบรรณาธิการประจำวันที่23เม.ย.2558
กรณีที่กรรมาธิการประมงและเกษตรกรรมของอียู หรือสหภาพยุโรป โดยนายคาร์เมนู เวลลา ได้แถลงถึงมาตรการที่มีผลต่ออุตสาหกรรมประมงของไทยว่าหลังจากหารือมาตรการเยียวยาย้อนหลังถึงปี 2554 แล้ว คณะกรรมาธิการอียูตัดสินใจออกใบเหลืองแก่ไทยหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ใบแดงกับมาตรการลงโทษจะตามมาในภายหลัง โดยชั้นนี้ถือว่าคือการเตือน จากนี้ไปภาระจะตกอยู่กับไทยที่จะต้องดำเนินมาตรการแก้ไขพร้อมทั้งเรียกร้องให้ไทยเข้าร่วมต่อสู้กับอียูเพื่อการทำประมงอย่างยั่งยืน และเตือนว่าความล้มเหลวปราบปรามการทำประมงผิดกฎหมายจะก่อผลลัพธ์ตามมา ซึ่งไทยมีเวลา 6 เดือน ที่จะต้องแก้ปัญหา หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น อียูอาจสั่งห้ามนำเข้าสินค้าประมงจากประเทศไทย
กรณีนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำของโลก และปี 2557 การส่งออกสินค้าสัตว์น้ำของประเทศไทยไปยังสหภาพยุโรป มีมูลค่าประมาณ 575 ล้านยูโร หรือประมาณ 2 หมื่นล้านบาท การที่อียูได้ออกกฎระเบียบเกี่ยวกับการป้องกัน ยับยั้งและขจัดการทําประมงผิดกฎหมายขาดการรายงานและไร้การควบคุม หรือไอยูยู โดยมีผลบังคับเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2553 เพื่อมุ่งเน้นที่จะลดปริมาณการลักลอบจับสัตว์น้ำผิดกฎหมาย เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และยังเห็นว่าการนําเข้าสัตว์น้ำจากการทําประมงผิดกฎหมายเป็นการค้าที่ไม่เป็นธรรมและควรระงับการค้าจากแหล่งดังกล่าว ซึ่งถือเป็นมาตรการเข้มที่ใครจะค้าขายด้วยต้องยึดถือปฏิบัติตาม
กรณีดังกล่าว รัฐบาลไทยต้องเร่งรีบแก้ไขสถานการณ์ก่อนจะมีผลกระทบกับอุตสาหกรรมประมงและอาหารทะเลส่งออก เพราะการดำเนินงานอย่างครบวงจรตามระเบียบไอยูยูมีมากมายหลายประการ ซึ่ง รมว.เกษตรและสหกรณ์ มั่นใจว่าไทยน่าจะถูกปลดจากใบเหลืองได้ โดยเตรียมเร่งแก้ไขกฎหมายและระเบียบต่างๆ รวมทั้งควบคุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเรือ การทำระบบติดตามเรือผ่านดาวเทียม การตั้งศูนย์ควบคุมการทำประมง การขออนุญาตทำประมง การจ้างงานลูกเรือที่ต้องไม่ผิดการค้ามนุษย์ การแจ้งแหล่งทำประมง เพื่อใช้ตรวจสอบย้อนกลับสินค้าป้องกันทำประมงที่ผิดกฎหมาย แต่สิ่งเหล่านั้นก็เป็นจุดอ่อนที่ประมงไทยอีกมากไม่เคยทำกันมา และมีข้อปลีกย่อยให้ปฏิบัติตามอีกมากจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
กรณีประมงไทยยังต้องเผชิญปัญหาอีกหลายด้าน ที่เห็นได้ชัดคือการให้สัมปทานประมงที่ประเทศต่างๆ เริ่มปิดกั้นกันมากขึ้น แม้รัฐบาลจะพยายามเจรจาความสัมพันธ์การค้าเพื่อเปิดทางก็ตาม เช่นแนวโน้มประเทศเพื่อนบ้านอินโดนีเซียก็อาจจะขยายปิดน่านน้ำไปถึงเดือนตุลาคมนี้ เนื่องจากมีเรือประมงจำนวนมากยังไม่ถูกตรวจสอบความถูกต้องทางกฎหมายและปัญหาการค้ามนุษย์ของเรือประมงด้วย ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งหาทางคลี่คลายปัญหาและต้องปฏิรูปประมงไทยให้สามารถแข่งขันกับโลกเสรีได้ รวมทั้งเปิดตลาดใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เพราะเราทราบดีแก่ใจว่ากฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ออกมาก็เพื่อกีดกันการค้าแม้จะมีเหตุผลสวยหรูอ้างอิง แต่เรายังต้องค้าขายกับประชาคมโลก การทำตามกติกาจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้



